MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

ยาแก้แพ้ (Antihistamines)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ยาแก้แพ้ ยาแก้แพ้อากาศ และยาแก้ภูมิแพ้ (Antihistamine) เป็นยาที่ใช้รักษาอาการแพ้ที่เกิดจากการแพ้อากาศ แพ้เกสรดอกไม้ แพ้อาหาร แพ้ยา แพ้แมลง แพ้ขนสัตว์ ฯลฯ โดยการเข้าไปยับยั้งตัวรับสารฮิสตามีนที่เป็นต้นเหตุของอาการแพ้ ส่งผลให้อาการคัดจมูก น้ำตาไหล น้ำมูกไหล ผื่น ลมพิษ อาการอื่นๆ ทุเลาลง

  • ยาแก้แพ้แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ยาแก้แพ้ชนิดทำให้ง่วง ซึ่งเป็นรุ่นเก่า และยาแก้แพ้ชนิดไม่ทำให้ง่วง เป็นรุ่นใหม่ที่ถูกพัฒนามาจากรุ่นเดิม เพื่อลดข้อบกพร่องคือ อาการง่วงซึมหลังรับประทาน

  • ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยาแก้แพ้คือกลุ่มยาที่ออกฤทธิ์กดประสาท เช่น ยานอนหลับ ยาต้านซึมเศร้า ยาคลายกังวล ยาคลายกล้ามเนื้อ ฯลฯ เพราะจะยิ่งทำให้ง่วงซึมรุนแรง



Table of Contents
ยาแก้แพ้คืออะไร?
ตัวอย่างชื่อทางการค้าของยาแก้แพ้
ยาแก้แพ้มีกี่ประเภท?
ยาแก้แพ้แบบง่วง และแบบไม่ง่วงต่างกันอย่างไร?
การออกฤทธิ์ของยาแก้แพ้
รูปแบบของยาแก้แพ้
ยาแก้แพ้ราคาเท่าไหร่?
วิธีใช้ยาแก้แพ้และปริมาณที่เหมาะสม
ข้อควรระวังในการใช้ยาแก้แพ้
ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยา
ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยาแก้แพ้
ใช้ยาแก้แพ้เกินขนาดควรทำอย่างไร?
ลืมกินยาแก้แพ้ควรทำอย่างไร?
วิธีเก็บรักษายาแก้แพ้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการกินยาแก้แพ้


ยาแก้แพ้คืออะไร?


ยาแก้แพ้ (Antihistamine) หรือบางคนจะเรียกว่า ยาแก้แพ้อากาศ หรือยาแก้ภูมิแพ้ก็ได้ เป็นยาที่ใช้ป้องกันหรือบรรเทาอาการแพ้อันเนื่องมาจากร่างกายหลั่งสารฮิสตามีน (Histamine) ซึ่งกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ เช่น จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล ผื่นคัน เยื่อตาอักเสบ เยื่อบุจมูกอักเสบ ลมพิษแบบเฉียบพลัน หลอดลมตีบ คันตามผิวหนัง


อาการเหล่านี้มักมีที่มาจากสารก่อภูมิแพ้ (Allergen) เช่น เกสรดอกไม้ ฝุ่นละออง ขนสัตว์ นม อาหารทะเล แมลงบางชนิด นอกจากนี้ยังเป็นยาที่ใช้ร่วมกับยาตัวอื่นเพื่อรักษาไข้หวัดอีกด้วย


ตัวอย่างชื่อทางการค้าของยาแก้แพ้


ยาแก้แพ้ คือ Antihistamine

  • คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine)
  • ไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine)
  • ไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate)
  • ไฮดรอไซซีน (Hydroxyzine)
  • ทริโปรลิดีน (Triprolidine)
  • บรอมเฟนิรามีน (Brompheniramine)
  • คีโตติเฟน (Ketotifen)
  • ออกซาโทไมด์ (Oxatomide)
  • เซทิริซีน (Cetirizine)
  • เลโวเซทิริซีน (Levocetirizine)
  • เฟโซเฟนาดีน (Fexofenadine)
  • ลอราทาดีน (Loratadine)

ยาแก้แพ้มีกี่ประเภท?


หากจะแบ่งประเภทของยาแก้แพ้ตามผลข้างเคียงของยา จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ


ยาแก้แพ้ชนิดง่วง


ยาแก้แพ้รุ่นดั้งเดิม ทำให้ง่วง

เป็นยาแก้แพ้รุ่นเดิมหรือรุ่นที่ 1 นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายเนื่องจากมีราคาถูก มีให้เลือกหลากหลายชนิด โดยสามารถใช้รักษาและบรรเทาอาการที่เกี่ยวกับภูมิแพ้ได้อย่างครอบคลุม เช่น อาการคัน น้ำมูกไหล จาม ผื่นลมพิษ ผื่นภูมิแพ้ แพ้แมลงกัดต่อย อาการแพ้เนื่องจากการสัมผัสพืชที่มีพิษหรือสารเคมีบางชนิด


นอกจากนี้ยังสามารถใช้เพื่อบรรเทาอาการเมารถ เมาเรือ หรือใช้ร่วมกับยาชนิดอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาตามอาการของผู้ป่วย โดยมีผลข้างเคียงคือ ทำให้รู้สึกง่วง มึน ซึม ปากแห้ง คอแห้ง เมื่อรับประทานยา ตัวอย่างยา ไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine) ไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate)


ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วง


เป็นยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 ได้รับการพัฒนาใหม่และกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน สามารถใช้รักษาและบรรเทาอาการได้คล้ายกับยาแก้แพ้แบบง่วง แต่จะด้อยกว่าในแง่ของการรักษาอาการเมารถและเมาเรือ หากเปรียบเทียบกับยาแก้แพ้แบบง่วง


แต่ข้อได้เปรียบของยาแก้แพ้ชนิดนี้คือจะไม่ทำให้เกิดอาการง่วง มึน ซึม ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ และสามารถออกฤทธิ์ได้นานเกือบ 24 ชั่วโมง จึงรับประทานแค่วันละ 1 ครั้ง ตัวอย่างยา ลอราทาดีน (Loratadine) เซทิริซีน (Cetirizine)


ยาแก้แพ้แบบง่วง และแบบไม่ง่วงต่างกันอย่างไร?


ยาแก้แพ้รุ่นเก่าทำให้ง่วง รุ่นใหม่ไม่ทำให้ง่วง

ยาแก้แพ้แบบง่วง (First-generation Antihistamine):


จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดไปสู่สมองและมักออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง อาการข้างเคียงของยาแก้แพ้หรือยาแก้ภูมิแพ้แบบง่วงจึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการง่วงซึม ซึ่งจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของยาและการตอบสนองของร่างกายแต่ละคน ข้อดีคือออกฤทธิ์เร็วภายใน 30 นาทีโดยประมาณ แต่หมดฤทธิ์เร็ว ทำให้ผู้ป่วยต้องรับประทานยาประมาณวันละ 3 ครั้ง


ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วง (Second-generation Antihistamine):


จะถูกดูดซึมผ่านเข้าสู่สมองส่วนกลางน้อยกว่าแบบแรกหรือไม่ถูกดูดซึมเลย จึงไม่ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการง่วงซึม มักให้ผลลัพธ์ในการบรรเทาอาการเกี่ยวกับภูมิแพ้เท่านั้น ไม่สามารถใช้บรรเทาอาการเมารถ เมาเรือได้ และแม้ว่ายาแก้ภูมิแพ้แบบไม่ง่วงจะออกฤทธิ์ช้ากว่ายาแก้แพ้แบบง่วงแต่ก็หมดฤทธิ์ช้ากว่าเช่นกัน เพราะรับประทานเพียง 1 ครั้ง สามารถออกฤทธิ์ได้นานประมาณ 24 ชั่วโมง


ส่วนเรื่องของราคายาแก้แพ้แบบไม่ง่วงจะมีราคาสูงกว่ายาแก้แพ้แบบง่วง ดังนั้นผู้ป่วยจึงอาจพิจารณาใช้ยาแก้ภูมิแพ้แบบไม่ง่วงในกรณีที่จำเป็นหรือเมื่อยาแบบง่วงเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อต้องไปเรียน หรือทำงานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักร ของมีคม หรือขับขี่ยานพาหนะ


การออกฤทธิ์ของยาแก้แพ้


ยาแก้แพ้ไม่ว่าจะเป็นแบบง่วงหรือไม่ง่วงจะเข้าไปยับยั้งตัวรับสารฮิสตามีนที่หลั่งออกมา ทำให้ร่างกายแสดงอาการแพ้ต่างๆ ทั้งน้ำตาไหล คัดจมูก แน่นหน้าอก ผื่นขึ้น ลมพิษ ฯลฯ


แต่ความแตกต่างของยาแก้แพ้ทั้ง 2 แบบคือ ยาแก้แพ้แบบที่ทำให้ง่วงจะสามารถผ่านตัวกั้นระหว่างหลอดเลือดกับเซลล์ระบบประสาท (Blood brain barrier) เข้าไปสู่สมองส่วนกลาง ช่วยลดความตึงเครียด ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย จึงทำให้รู้สึกง่วงหลังรับประทานเข้าไป ในขณะที่ยาแก้แพ้แบบไม่ทำให้ง่วง ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้และจะออกฤทธิ์ยับยั้งเฉพาะตัวรับสารฮิสตามีน จึงลดอาการแพ้แต่ไม่ทำให้ง่วงนั่นเอง


รูปแบบของยาแก้แพ้


ยาแก้แพ้แบบเม็ด


อยู่ในรูปแบบเม็ดสำหรับรับประทาน นิยมใช้ในผู้ป่วยที่เป็นเด็กโตไปจนถึงผู้ใหญ่ ผู้ป่วยมักคุ้นเคยในรูปแบบยาแก้แพ้เม็ดเล็กๆ สีเหลือง ซึ่งจะเป็นตัวยาคลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) เช่น ยี่ห้อคลอเฟ (Chlophe) ที่ช่วยบรรเทาอาการแพ้และช่วยลดน้ำมูก และสามารถพบสีอื่นๆ ได้อีก ทั้งยาแก้แพ้เม็ดสีขาวหรือยาแก้แพ้เม็ดสีฟ้า ขึ้นอยู่กับยี่ห้อของยา เช่น ยาแก้แพ้ Allernix (อัลเลอร์นิค) เป็นยาแก้แพ้เม็ดสีขาวชนิดไม่ทำให้ง่วง ยาแก้แพ้ Dormirax 25 (ดอร์มิแรกซ์ 25) เป็นยาแก้แพ้เม็ดสีฟ้าชนิดที่ทำให้ง่วง


ยาแก้แพ้แบบน้ำ


เป็นยาแก้ภูมิแพ้ที่มีลักษณะเป็นยาน้ำเชื่อมเพื่อให้รับประทานง่ายขึ้น นิยมใช้ในผู้ป่วยเด็กเล็กที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปจนถึงเด็กโต เช่น ยา Chlorphen Syrup


ยาแก้แพ้แบบฉีด


ยาแก้แพ้แบบฉีด สำหรับแก้แพ้รุนแรง

ยาแก้แพ้แบบฉีด หรือที่เรียกว่า EpiPen เป็นตัวยา Epinephrine ในกระบอกฉีดอัตโนมัติ ใช้สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) ที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ เช่น เกิดลมพิษทั่วตัว ลิ้นบวมปากบวม อาเจียนและท้องเสียรุนแรง หายใจไม่ออก แน่นหน้าอก กรณีที่ควรใช้คือ มีอาการรุนแรงเหล่านี้เกิดขึ้นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมีอาการเกิดขึ้นพร้อมกันหลายระบบแต่ไม่รุนแรงมาก เช่น อาเจียนร่วมกับมีผื่นขึ้น หายใจไม่ออกพร้อมกับเกิดลมพิษ สามารถใช้ EpiPen ก่อนและให้นำรีบตัวส่งโรงพยาบาลทันที


หากคนในครอบครัวหรือตัวเราเองมีโอกาสเกิดอาการแพ้รุนแรง ให้ไปพบแพทย์เพื่อทำการทดสอบและวินิจฉัยอย่างถูกต้อง แพทย์จะทำการสั่งยา EpiPen ให้ เมื่อแพทย์ลงความเห็นว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้รุนแรง


วัคซีนภูมิแพ้


วัคซีนภูมิแพ้ แม้จะไม่ใช่ตัวยาแต่เป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ในการรักษาอาการภูมิแพ้ โดยการฉีดสารก่อภูมิแพ้ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อสารภูมิแพ้นั้นๆ โดยเริ่มจากปริมาณน้อยๆ ไปจนถึงปริมาณที่ผู้ป่วยคนนั้นรับได้ หลังจากนั้นร่างกายจะค่อยๆ ทนต่อสารก่อภูมิแพ้ อาการแพ้ก็จะน้อยลงหรือหายจากการเป็นภูมิแพ้ได้เลย


ยาแก้แพ้ราคาเท่าไหร่?


ราคาแตกต่างกันไปตามปริมาณ รูปแบบ และยี่ห้อ อยู่ที่ราคาหลักสิบไปจนถึงหลักร้อย หรือหลักพันบาทสำหรับ EpiPen ซึ่งสามารถสอบถามกับเภสัชกรได้โดยตรง


buy drug online on raksa app

วิธีใช้ยาแก้แพ้และปริมาณที่เหมาะสม


ใช้ยาแก้แพ้หรือยาแก้แพ้อากาศเมื่อมีอาการเท่านั้น ส่วนใหญ่รับประทานหลังอาหาร ปริมาณจะขึ้นอยู่กับตัวยาและอายุของผู้ป่วย ซึ่งอ่านได้จากฉลากกำกับยาหรือสามารถปรึกษาเภสัชกรก่อนรับประทาน โดยปริมาณยาที่เหมาะสม เช่น


  • ยา Cetirizine สำหรับผู้ใหญ่ รับประทานครั้งละ 5-10 มิลลิกรัม 1 ครั้งต่อวัน
  • ยา Dimenhydrinate สำหรับผู้ใหญ่ รับประทานครั้งละ 50-100 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง

ข้อควรระวังในการใช้ยาแก้แพ้


ยาแก้แพ้สำหรับแพ้อากาศ ขนสัตว์ แพ้ยา ฯลฯ

  • ผู้ที่สามารถใช้ยาแก้แพ้ได้
    • ผู้ที่มีอาการแพ้และภูมิแพ้ เช่น จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล ผื่นคัน เยื่อตาอักเสบ เยื่อบุจมูกอักเสบ ลมพิษแบบเฉียบพลัน หลอดลมตีบ คันตามผิวหนังจากการแพ้เกสรดอกไม้ ฝุ่นละอองในอากาศ ขนสัตว์ แพ้อาหารทะเล หรือสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ

  • ผู้ที่ไม่ควรใช้ยาแก้แพ้
    • ผู้ที่เคยมีประวัติการแพ้ยาแก้แพ้ หรือยาแก้ภูมิแพ้ หรือส่วนประกอบต่างๆ ของยานี้
    • ผู้ที่กำลังจะเข้ารับการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนว่ากำลังรับประทานยาแก้แพ้ตัวไหนอยู่บ้าง เพราะยาสามารถทำให้ผลการทดสอบคลาดเคลื่อน
    • ผู้ป่วยโรคตับ โรคไต และผู้ที่มีประวัติคลื่นหัวใจผิดปกติ
    • ผู้ป่วยโรคหอบหืด ความดันในลูกตาสูงหรือต้อหิน ต่อมลูกหมากโต ปัสสาวะคั่ง ความดันโลหิตสูง ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ
    • ผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องจักรหรือขับยานพาหนะ เนื่องจากยาแก้แพ้ทำให้ง่วงนอน จึงควรเลี่ยงกิจกรรมเหล่านี้
    • ในระหว่างที่รับประทานยาแก้แพ้ ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะยิ่งทำให้ง่วงซึมมากขึ้น
    • ระมัดระวังสำหรับการใช้ยาในเด็กเล็ก เพราะอาจทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจในขณะหลับ
    • ผู้สูงอายุสามารถใช้ยาแก้แพ้ได้ แต่ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากร่างกายกำจัดยาออกได้น้อยกว่าวัยอื่นๆ
    • สตรีมีครรภ์หรืออยู่ระหว่างการให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา เนื่องจากยาแก้แพ้บางตัวอาจอันตรายต่อเด็กในครรภ์และสามารถผ่านทางน้ำนมไปสู่เด็กทารกได้

ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยา


ผลข้างเคียงจากยาแก้แพ้แบบง่วง (First-generation Antihistamine)


  • ง่วงนอน
  • ปากแห้ง คอแห้ง ตาแห้ง
  • เห็นภาพเบลอหรือภาพซ้อน
  • วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ
  • ความดันโลหิตต่ำ
  • เสมหะข้นเหนียวมากขึ้น
  • ใจเต้นเร็วผิดปกติ
  • ปัสสาวะติดขัดหรือท้องผูก

ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วง (Second-generation Antihistamine)


  • ปวดศีรษะ
  • ไอ
  • อ่อนแรง
  • เจ็บคอ
  • ปวดท้องหรือไม่สบายท้อง
  • คลื่นไส้ อาเจียน

หากพบอาการผิดปกติเกิดขึ้นหลังใช้ยา และไม่ทุเลาลงควรรีบพบแพทย์ทันที


consult doctor

ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยาแก้แพ้


ยาที่ทำให้มีอาการง่วงซึม ไม่ควรใช้คู่กับยาแก้แพ้

ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยาแก้ภูมิแพ้หรือยาแก้แพ้อากาศคือกลุ่มยาที่ออกฤทธิ์กดประสาท เช่น ยานอนหลับ ยาต้านซึมเศร้า ยาคลายกล้ามเนื้อ ยากันชัก ยาลดความดัน หรือยาที่มีตัวยาแก้แพ้ผสมอยู่ตัวอื่นๆ เพราะกลุ่มยาเหล่านี้จะมีฤทธิ์กดระบบประสาททำให้เกิดอาการง่วง มึน ซึม หากรับประทานร่วมกันจะยิ่งเพิ่มความรุนแรงของอาการเหล่านี้จนเกิดอันตรายได้


ตัวอย่างยา เช่น Amitriptyline, Guanethidine, Nifedipine, Tranylcypromine


ใช้ยาแก้แพ้เกินขนาดควรทำอย่างไร?


หากใช้ยาแก้แพ้หรือยาแก้ภูมิแพ้เกินขนาด ให้สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการรุนแรงให้รีบไปพบแพทย์ทันที ดังนั้นผู้ป่วยควรใช้ยาในปริมาณที่เหมาะสมตามที่แพทย์หรือเภสัชกรสั่งจ่ายเท่านั้น ห้ามเพิ่มปริมาณเองโดยเด็ดขาด


ลืมกินยาแก้แพ้ควรทำอย่างไร?


หากลืมรับประทานยา ไม่จำเป็นต้องรับประทานย้อนหลัง สามารถข้ามมื้อนั้นไปยังมื้อถัดไปได้ทันที โดยไม่ควรเพิ่มปริมาณยาเป็น 2 เท่าเพื่อชดเชยมื้อที่ลืม


วิธีเก็บรักษายาแก้แพ้


ควรเก็บยานี้ไว้ในที่แห้งภายใต้อุณหภูมิห้อง พ้นจากแสงแดด ความร้อน หรือความชื้น รวมถึงเก็บให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการกินยาแก้แพ้


1. ยาแก้แพ้เม็ดสีเหลืองคือยาอะไร?


ยาแก้แพ้เม็ดสีเหลือง คือ ยาแก้แพ้รุ่นเดิมที่มีตัวยาคลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) หรือที่เรียกว่าคลอเฟนหรือ CPM ใช้รักษาอาการแพ้ต่างๆ เช่น แพ้อากาศ ผื่นคัน ลมพิษ รวมถึงลดน้ำมูกจากหวัด ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยคือทำให้ผู้ป่วยรู้สึกง่วงนอน มึนศีรษะ หรือซึมได้


2. ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วงมีหรือไม่?


มี เช่น เซทิริซีน (Cetirizine), เลโวเซทิริซีน (Levocetirizine), เฟโซเฟนาดีน (Fexofenadine), ลอราทาดีน (Loratadine) และเดสลอราทาดีน (Desloratadine)


3. ยาแก้แพ้กินตอนไหน?


ส่วนใหญ่รับประทานหลังอาหาร เพื่อลดโอกาสเกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร แต่สามารถดูจากฉลากกำกับยาหรือปรึกษาวิธีใช้ยาได้จากแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานยา


4. กินยาแก้แพ้แทนยานอนหลับได้หรือไม่?


ไม่ควรใช้แทนยานอนหลับ เพราะกลายเป็นว่าร่างกายจะต้องพึงพายาเพื่อให้หลับ รวมถึงเป็นการใช้ยาผิดวัตถุประสงค์ หากมีอาการนอนไม่หลับ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและทำการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม


5. กินยาแก้แพ้บ่อยๆ อันตรายไหม?


แม้ว่ายาแก้แพ้จะเป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัยแต่หากรับประทานมาเกินไปก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ง่ายขึ้น หากรับประทานยาแก้แพ้แบบง่วงในปริมาณมาก จะทำให้ปากแห้ง คอแห้ง ปัสสาวะคั่ง ท้องผูก ตัวบวม ส่วนยาแก้แพ้ที่ไม่ทำให้ง่วงอาจพบอาการเหล่านี้ได้แต่อาจจะรุนแรงน้อยกว่า นอกจากนี้ในกรณีที่รับประทานยาแก้แพ้ติดต่อกันไปนานๆ โดยเฉพาะชนิดที่ทำให้ง่วง อาจส่งผลต่อความดันลูกตาและทำให้เกิดต้อหินได้อีกด้วย


6. มีประวัติแพ้ยา สามารถกินยาแก้แพ้ได้ไหม?


สามารถรับประทานยาแก้แพ้ได้ หากอาการแพ้ยาไม่ได้เกิดจากตัวยาแก้แพ้ที่จะรับประทานเข้าไป ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อขอคำแนะนำได้ ไม่แนะนำให้ผู้ที่มีประวัติแพ้ยาหาซื้อมารับประทานเอง


7. มีอาการแพ้ยา สามารถกินยาแก้แพ้ได้ไหม?


ได้ เนื่องจากยาแก้แพ้สามารถใช้บรรเทาอาการแพ้ที่เกิดจากการแพ้ยาได้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับคำแนะนำเพิ่มเติม


8. กินยาแก้แพ้แล้วง่วง ควรทำอย่างไร?


ผู้ป่วยสามารถเลือกใช้ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงแทนยาแก้แพ้แบบเดิมที่ทำให้ง่วงได้ เช่น ลอราทาดีน (Loratadine) เซทิริซีน (Cetirizine) สามารถแจ้งเภสัชกรได้ว่าต้องการยาแก้แพ้ชนิดไม่ทำให้ง่วง




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. จิรภัทร สุริยะชัยสวัสดิ์

พญ. จิรภัทร สุริยะชัยสวัสดิ์ (GP)
โรงพยาบาลกรุงเทพ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

ยาแก้แพ้ (Antihistamines)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ยาแก้แพ้ ยาแก้แพ้อากาศ และยาแก้ภูมิแพ้ (Antihistamine) เป็นยาที่ใช้รักษาอาการแพ้ที่เกิดจากการแพ้อากาศ แพ้เกสรดอกไม้ แพ้อาหาร แพ้ยา แพ้แมลง แพ้ขนสัตว์ ฯลฯ โดยการเข้าไปยับยั้งตัวรับสารฮิสตามีนที่เป็นต้นเหตุของอาการแพ้ ส่งผลให้อาการคัดจมูก น้ำตาไหล น้ำมูกไหล ผื่น ลมพิษ อาการอื่นๆ ทุเลาลง

  • ยาแก้แพ้แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ยาแก้แพ้ชนิดทำให้ง่วง ซึ่งเป็นรุ่นเก่า และยาแก้แพ้ชนิดไม่ทำให้ง่วง เป็นรุ่นใหม่ที่ถูกพัฒนามาจากรุ่นเดิม เพื่อลดข้อบกพร่องคือ อาการง่วงซึมหลังรับประทาน

  • ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยาแก้แพ้คือกลุ่มยาที่ออกฤทธิ์กดประสาท เช่น ยานอนหลับ ยาต้านซึมเศร้า ยาคลายกังวล ยาคลายกล้ามเนื้อ ฯลฯ เพราะจะยิ่งทำให้ง่วงซึมรุนแรง



Table of Contents
ยาแก้แพ้คืออะไร?
ตัวอย่างชื่อทางการค้าของยาแก้แพ้
ยาแก้แพ้มีกี่ประเภท?
ยาแก้แพ้แบบง่วง และแบบไม่ง่วงต่างกันอย่างไร?
การออกฤทธิ์ของยาแก้แพ้
รูปแบบของยาแก้แพ้
ยาแก้แพ้ราคาเท่าไหร่?
วิธีใช้ยาแก้แพ้และปริมาณที่เหมาะสม
ข้อควรระวังในการใช้ยาแก้แพ้
ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยา
ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยาแก้แพ้
ใช้ยาแก้แพ้เกินขนาดควรทำอย่างไร?
ลืมกินยาแก้แพ้ควรทำอย่างไร?
วิธีเก็บรักษายาแก้แพ้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการกินยาแก้แพ้


ยาแก้แพ้คืออะไร?


ยาแก้แพ้ (Antihistamine) หรือบางคนจะเรียกว่า ยาแก้แพ้อากาศ หรือยาแก้ภูมิแพ้ก็ได้ เป็นยาที่ใช้ป้องกันหรือบรรเทาอาการแพ้อันเนื่องมาจากร่างกายหลั่งสารฮิสตามีน (Histamine) ซึ่งกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ เช่น จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล ผื่นคัน เยื่อตาอักเสบ เยื่อบุจมูกอักเสบ ลมพิษแบบเฉียบพลัน หลอดลมตีบ คันตามผิวหนัง


อาการเหล่านี้มักมีที่มาจากสารก่อภูมิแพ้ (Allergen) เช่น เกสรดอกไม้ ฝุ่นละออง ขนสัตว์ นม อาหารทะเล แมลงบางชนิด นอกจากนี้ยังเป็นยาที่ใช้ร่วมกับยาตัวอื่นเพื่อรักษาไข้หวัดอีกด้วย


ตัวอย่างชื่อทางการค้าของยาแก้แพ้


ยาแก้แพ้ คือ Antihistamine

  • คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine)
  • ไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine)
  • ไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate)
  • ไฮดรอไซซีน (Hydroxyzine)
  • ทริโปรลิดีน (Triprolidine)
  • บรอมเฟนิรามีน (Brompheniramine)
  • คีโตติเฟน (Ketotifen)
  • ออกซาโทไมด์ (Oxatomide)
  • เซทิริซีน (Cetirizine)
  • เลโวเซทิริซีน (Levocetirizine)
  • เฟโซเฟนาดีน (Fexofenadine)
  • ลอราทาดีน (Loratadine)

ยาแก้แพ้มีกี่ประเภท?


หากจะแบ่งประเภทของยาแก้แพ้ตามผลข้างเคียงของยา จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ


ยาแก้แพ้ชนิดง่วง


ยาแก้แพ้รุ่นดั้งเดิม ทำให้ง่วง

เป็นยาแก้แพ้รุ่นเดิมหรือรุ่นที่ 1 นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายเนื่องจากมีราคาถูก มีให้เลือกหลากหลายชนิด โดยสามารถใช้รักษาและบรรเทาอาการที่เกี่ยวกับภูมิแพ้ได้อย่างครอบคลุม เช่น อาการคัน น้ำมูกไหล จาม ผื่นลมพิษ ผื่นภูมิแพ้ แพ้แมลงกัดต่อย อาการแพ้เนื่องจากการสัมผัสพืชที่มีพิษหรือสารเคมีบางชนิด


นอกจากนี้ยังสามารถใช้เพื่อบรรเทาอาการเมารถ เมาเรือ หรือใช้ร่วมกับยาชนิดอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาตามอาการของผู้ป่วย โดยมีผลข้างเคียงคือ ทำให้รู้สึกง่วง มึน ซึม ปากแห้ง คอแห้ง เมื่อรับประทานยา ตัวอย่างยา ไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine) ไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate)


ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วง


เป็นยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 ได้รับการพัฒนาใหม่และกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน สามารถใช้รักษาและบรรเทาอาการได้คล้ายกับยาแก้แพ้แบบง่วง แต่จะด้อยกว่าในแง่ของการรักษาอาการเมารถและเมาเรือ หากเปรียบเทียบกับยาแก้แพ้แบบง่วง


แต่ข้อได้เปรียบของยาแก้แพ้ชนิดนี้คือจะไม่ทำให้เกิดอาการง่วง มึน ซึม ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ และสามารถออกฤทธิ์ได้นานเกือบ 24 ชั่วโมง จึงรับประทานแค่วันละ 1 ครั้ง ตัวอย่างยา ลอราทาดีน (Loratadine) เซทิริซีน (Cetirizine)


ยาแก้แพ้แบบง่วง และแบบไม่ง่วงต่างกันอย่างไร?


ยาแก้แพ้รุ่นเก่าทำให้ง่วง รุ่นใหม่ไม่ทำให้ง่วง

ยาแก้แพ้แบบง่วง (First-generation Antihistamine):


จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดไปสู่สมองและมักออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง อาการข้างเคียงของยาแก้แพ้หรือยาแก้ภูมิแพ้แบบง่วงจึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการง่วงซึม ซึ่งจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของยาและการตอบสนองของร่างกายแต่ละคน ข้อดีคือออกฤทธิ์เร็วภายใน 30 นาทีโดยประมาณ แต่หมดฤทธิ์เร็ว ทำให้ผู้ป่วยต้องรับประทานยาประมาณวันละ 3 ครั้ง


ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วง (Second-generation Antihistamine):


จะถูกดูดซึมผ่านเข้าสู่สมองส่วนกลางน้อยกว่าแบบแรกหรือไม่ถูกดูดซึมเลย จึงไม่ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการง่วงซึม มักให้ผลลัพธ์ในการบรรเทาอาการเกี่ยวกับภูมิแพ้เท่านั้น ไม่สามารถใช้บรรเทาอาการเมารถ เมาเรือได้ และแม้ว่ายาแก้ภูมิแพ้แบบไม่ง่วงจะออกฤทธิ์ช้ากว่ายาแก้แพ้แบบง่วงแต่ก็หมดฤทธิ์ช้ากว่าเช่นกัน เพราะรับประทานเพียง 1 ครั้ง สามารถออกฤทธิ์ได้นานประมาณ 24 ชั่วโมง


ส่วนเรื่องของราคายาแก้แพ้แบบไม่ง่วงจะมีราคาสูงกว่ายาแก้แพ้แบบง่วง ดังนั้นผู้ป่วยจึงอาจพิจารณาใช้ยาแก้ภูมิแพ้แบบไม่ง่วงในกรณีที่จำเป็นหรือเมื่อยาแบบง่วงเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อต้องไปเรียน หรือทำงานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักร ของมีคม หรือขับขี่ยานพาหนะ


การออกฤทธิ์ของยาแก้แพ้


ยาแก้แพ้ไม่ว่าจะเป็นแบบง่วงหรือไม่ง่วงจะเข้าไปยับยั้งตัวรับสารฮิสตามีนที่หลั่งออกมา ทำให้ร่างกายแสดงอาการแพ้ต่างๆ ทั้งน้ำตาไหล คัดจมูก แน่นหน้าอก ผื่นขึ้น ลมพิษ ฯลฯ


แต่ความแตกต่างของยาแก้แพ้ทั้ง 2 แบบคือ ยาแก้แพ้แบบที่ทำให้ง่วงจะสามารถผ่านตัวกั้นระหว่างหลอดเลือดกับเซลล์ระบบประสาท (Blood brain barrier) เข้าไปสู่สมองส่วนกลาง ช่วยลดความตึงเครียด ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย จึงทำให้รู้สึกง่วงหลังรับประทานเข้าไป ในขณะที่ยาแก้แพ้แบบไม่ทำให้ง่วง ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้และจะออกฤทธิ์ยับยั้งเฉพาะตัวรับสารฮิสตามีน จึงลดอาการแพ้แต่ไม่ทำให้ง่วงนั่นเอง


รูปแบบของยาแก้แพ้


ยาแก้แพ้แบบเม็ด


อยู่ในรูปแบบเม็ดสำหรับรับประทาน นิยมใช้ในผู้ป่วยที่เป็นเด็กโตไปจนถึงผู้ใหญ่ ผู้ป่วยมักคุ้นเคยในรูปแบบยาแก้แพ้เม็ดเล็กๆ สีเหลือง ซึ่งจะเป็นตัวยาคลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) เช่น ยี่ห้อคลอเฟ (Chlophe) ที่ช่วยบรรเทาอาการแพ้และช่วยลดน้ำมูก และสามารถพบสีอื่นๆ ได้อีก ทั้งยาแก้แพ้เม็ดสีขาวหรือยาแก้แพ้เม็ดสีฟ้า ขึ้นอยู่กับยี่ห้อของยา เช่น ยาแก้แพ้ Allernix (อัลเลอร์นิค) เป็นยาแก้แพ้เม็ดสีขาวชนิดไม่ทำให้ง่วง ยาแก้แพ้ Dormirax 25 (ดอร์มิแรกซ์ 25) เป็นยาแก้แพ้เม็ดสีฟ้าชนิดที่ทำให้ง่วง


ยาแก้แพ้แบบน้ำ


เป็นยาแก้ภูมิแพ้ที่มีลักษณะเป็นยาน้ำเชื่อมเพื่อให้รับประทานง่ายขึ้น นิยมใช้ในผู้ป่วยเด็กเล็กที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปจนถึงเด็กโต เช่น ยา Chlorphen Syrup


ยาแก้แพ้แบบฉีด


ยาแก้แพ้แบบฉีด สำหรับแก้แพ้รุนแรง

ยาแก้แพ้แบบฉีด หรือที่เรียกว่า EpiPen เป็นตัวยา Epinephrine ในกระบอกฉีดอัตโนมัติ ใช้สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) ที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ เช่น เกิดลมพิษทั่วตัว ลิ้นบวมปากบวม อาเจียนและท้องเสียรุนแรง หายใจไม่ออก แน่นหน้าอก กรณีที่ควรใช้คือ มีอาการรุนแรงเหล่านี้เกิดขึ้นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมีอาการเกิดขึ้นพร้อมกันหลายระบบแต่ไม่รุนแรงมาก เช่น อาเจียนร่วมกับมีผื่นขึ้น หายใจไม่ออกพร้อมกับเกิดลมพิษ สามารถใช้ EpiPen ก่อนและให้นำรีบตัวส่งโรงพยาบาลทันที


หากคนในครอบครัวหรือตัวเราเองมีโอกาสเกิดอาการแพ้รุนแรง ให้ไปพบแพทย์เพื่อทำการทดสอบและวินิจฉัยอย่างถูกต้อง แพทย์จะทำการสั่งยา EpiPen ให้ เมื่อแพทย์ลงความเห็นว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้รุนแรง


วัคซีนภูมิแพ้


วัคซีนภูมิแพ้ แม้จะไม่ใช่ตัวยาแต่เป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ในการรักษาอาการภูมิแพ้ โดยการฉีดสารก่อภูมิแพ้ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อสารภูมิแพ้นั้นๆ โดยเริ่มจากปริมาณน้อยๆ ไปจนถึงปริมาณที่ผู้ป่วยคนนั้นรับได้ หลังจากนั้นร่างกายจะค่อยๆ ทนต่อสารก่อภูมิแพ้ อาการแพ้ก็จะน้อยลงหรือหายจากการเป็นภูมิแพ้ได้เลย


ยาแก้แพ้ราคาเท่าไหร่?


ราคาแตกต่างกันไปตามปริมาณ รูปแบบ และยี่ห้อ อยู่ที่ราคาหลักสิบไปจนถึงหลักร้อย หรือหลักพันบาทสำหรับ EpiPen ซึ่งสามารถสอบถามกับเภสัชกรได้โดยตรง


buy drug online on raksa app

วิธีใช้ยาแก้แพ้และปริมาณที่เหมาะสม


ใช้ยาแก้แพ้หรือยาแก้แพ้อากาศเมื่อมีอาการเท่านั้น ส่วนใหญ่รับประทานหลังอาหาร ปริมาณจะขึ้นอยู่กับตัวยาและอายุของผู้ป่วย ซึ่งอ่านได้จากฉลากกำกับยาหรือสามารถปรึกษาเภสัชกรก่อนรับประทาน โดยปริมาณยาที่เหมาะสม เช่น


  • ยา Cetirizine สำหรับผู้ใหญ่ รับประทานครั้งละ 5-10 มิลลิกรัม 1 ครั้งต่อวัน
  • ยา Dimenhydrinate สำหรับผู้ใหญ่ รับประทานครั้งละ 50-100 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง

ข้อควรระวังในการใช้ยาแก้แพ้


ยาแก้แพ้สำหรับแพ้อากาศ ขนสัตว์ แพ้ยา ฯลฯ

  • ผู้ที่สามารถใช้ยาแก้แพ้ได้
    • ผู้ที่มีอาการแพ้และภูมิแพ้ เช่น จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล ผื่นคัน เยื่อตาอักเสบ เยื่อบุจมูกอักเสบ ลมพิษแบบเฉียบพลัน หลอดลมตีบ คันตามผิวหนังจากการแพ้เกสรดอกไม้ ฝุ่นละอองในอากาศ ขนสัตว์ แพ้อาหารทะเล หรือสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ

  • ผู้ที่ไม่ควรใช้ยาแก้แพ้
    • ผู้ที่เคยมีประวัติการแพ้ยาแก้แพ้ หรือยาแก้ภูมิแพ้ หรือส่วนประกอบต่างๆ ของยานี้
    • ผู้ที่กำลังจะเข้ารับการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนว่ากำลังรับประทานยาแก้แพ้ตัวไหนอยู่บ้าง เพราะยาสามารถทำให้ผลการทดสอบคลาดเคลื่อน
    • ผู้ป่วยโรคตับ โรคไต และผู้ที่มีประวัติคลื่นหัวใจผิดปกติ
    • ผู้ป่วยโรคหอบหืด ความดันในลูกตาสูงหรือต้อหิน ต่อมลูกหมากโต ปัสสาวะคั่ง ความดันโลหิตสูง ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ
    • ผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องจักรหรือขับยานพาหนะ เนื่องจากยาแก้แพ้ทำให้ง่วงนอน จึงควรเลี่ยงกิจกรรมเหล่านี้
    • ในระหว่างที่รับประทานยาแก้แพ้ ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะยิ่งทำให้ง่วงซึมมากขึ้น
    • ระมัดระวังสำหรับการใช้ยาในเด็กเล็ก เพราะอาจทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจในขณะหลับ
    • ผู้สูงอายุสามารถใช้ยาแก้แพ้ได้ แต่ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากร่างกายกำจัดยาออกได้น้อยกว่าวัยอื่นๆ
    • สตรีมีครรภ์หรืออยู่ระหว่างการให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา เนื่องจากยาแก้แพ้บางตัวอาจอันตรายต่อเด็กในครรภ์และสามารถผ่านทางน้ำนมไปสู่เด็กทารกได้

ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยา


ผลข้างเคียงจากยาแก้แพ้แบบง่วง (First-generation Antihistamine)


  • ง่วงนอน
  • ปากแห้ง คอแห้ง ตาแห้ง
  • เห็นภาพเบลอหรือภาพซ้อน
  • วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ
  • ความดันโลหิตต่ำ
  • เสมหะข้นเหนียวมากขึ้น
  • ใจเต้นเร็วผิดปกติ
  • ปัสสาวะติดขัดหรือท้องผูก

ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วง (Second-generation Antihistamine)


  • ปวดศีรษะ
  • ไอ
  • อ่อนแรง
  • เจ็บคอ
  • ปวดท้องหรือไม่สบายท้อง
  • คลื่นไส้ อาเจียน

หากพบอาการผิดปกติเกิดขึ้นหลังใช้ยา และไม่ทุเลาลงควรรีบพบแพทย์ทันที


consult doctor

ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยาแก้แพ้


ยาที่ทำให้มีอาการง่วงซึม ไม่ควรใช้คู่กับยาแก้แพ้

ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยาแก้ภูมิแพ้หรือยาแก้แพ้อากาศคือกลุ่มยาที่ออกฤทธิ์กดประสาท เช่น ยานอนหลับ ยาต้านซึมเศร้า ยาคลายกล้ามเนื้อ ยากันชัก ยาลดความดัน หรือยาที่มีตัวยาแก้แพ้ผสมอยู่ตัวอื่นๆ เพราะกลุ่มยาเหล่านี้จะมีฤทธิ์กดระบบประสาททำให้เกิดอาการง่วง มึน ซึม หากรับประทานร่วมกันจะยิ่งเพิ่มความรุนแรงของอาการเหล่านี้จนเกิดอันตรายได้


ตัวอย่างยา เช่น Amitriptyline, Guanethidine, Nifedipine, Tranylcypromine


ใช้ยาแก้แพ้เกินขนาดควรทำอย่างไร?


หากใช้ยาแก้แพ้หรือยาแก้ภูมิแพ้เกินขนาด ให้สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการรุนแรงให้รีบไปพบแพทย์ทันที ดังนั้นผู้ป่วยควรใช้ยาในปริมาณที่เหมาะสมตามที่แพทย์หรือเภสัชกรสั่งจ่ายเท่านั้น ห้ามเพิ่มปริมาณเองโดยเด็ดขาด


ลืมกินยาแก้แพ้ควรทำอย่างไร?


หากลืมรับประทานยา ไม่จำเป็นต้องรับประทานย้อนหลัง สามารถข้ามมื้อนั้นไปยังมื้อถัดไปได้ทันที โดยไม่ควรเพิ่มปริมาณยาเป็น 2 เท่าเพื่อชดเชยมื้อที่ลืม


วิธีเก็บรักษายาแก้แพ้


ควรเก็บยานี้ไว้ในที่แห้งภายใต้อุณหภูมิห้อง พ้นจากแสงแดด ความร้อน หรือความชื้น รวมถึงเก็บให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการกินยาแก้แพ้


1. ยาแก้แพ้เม็ดสีเหลืองคือยาอะไร?


ยาแก้แพ้เม็ดสีเหลือง คือ ยาแก้แพ้รุ่นเดิมที่มีตัวยาคลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) หรือที่เรียกว่าคลอเฟนหรือ CPM ใช้รักษาอาการแพ้ต่างๆ เช่น แพ้อากาศ ผื่นคัน ลมพิษ รวมถึงลดน้ำมูกจากหวัด ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยคือทำให้ผู้ป่วยรู้สึกง่วงนอน มึนศีรษะ หรือซึมได้


2. ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วงมีหรือไม่?


มี เช่น เซทิริซีน (Cetirizine), เลโวเซทิริซีน (Levocetirizine), เฟโซเฟนาดีน (Fexofenadine), ลอราทาดีน (Loratadine) และเดสลอราทาดีน (Desloratadine)


3. ยาแก้แพ้กินตอนไหน?


ส่วนใหญ่รับประทานหลังอาหาร เพื่อลดโอกาสเกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร แต่สามารถดูจากฉลากกำกับยาหรือปรึกษาวิธีใช้ยาได้จากแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานยา


4. กินยาแก้แพ้แทนยานอนหลับได้หรือไม่?


ไม่ควรใช้แทนยานอนหลับ เพราะกลายเป็นว่าร่างกายจะต้องพึงพายาเพื่อให้หลับ รวมถึงเป็นการใช้ยาผิดวัตถุประสงค์ หากมีอาการนอนไม่หลับ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและทำการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม


5. กินยาแก้แพ้บ่อยๆ อันตรายไหม?


แม้ว่ายาแก้แพ้จะเป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัยแต่หากรับประทานมาเกินไปก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ง่ายขึ้น หากรับประทานยาแก้แพ้แบบง่วงในปริมาณมาก จะทำให้ปากแห้ง คอแห้ง ปัสสาวะคั่ง ท้องผูก ตัวบวม ส่วนยาแก้แพ้ที่ไม่ทำให้ง่วงอาจพบอาการเหล่านี้ได้แต่อาจจะรุนแรงน้อยกว่า นอกจากนี้ในกรณีที่รับประทานยาแก้แพ้ติดต่อกันไปนานๆ โดยเฉพาะชนิดที่ทำให้ง่วง อาจส่งผลต่อความดันลูกตาและทำให้เกิดต้อหินได้อีกด้วย


6. มีประวัติแพ้ยา สามารถกินยาแก้แพ้ได้ไหม?


สามารถรับประทานยาแก้แพ้ได้ หากอาการแพ้ยาไม่ได้เกิดจากตัวยาแก้แพ้ที่จะรับประทานเข้าไป ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อขอคำแนะนำได้ ไม่แนะนำให้ผู้ที่มีประวัติแพ้ยาหาซื้อมารับประทานเอง


7. มีอาการแพ้ยา สามารถกินยาแก้แพ้ได้ไหม?


ได้ เนื่องจากยาแก้แพ้สามารถใช้บรรเทาอาการแพ้ที่เกิดจากการแพ้ยาได้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับคำแนะนำเพิ่มเติม


8. กินยาแก้แพ้แล้วง่วง ควรทำอย่างไร?


ผู้ป่วยสามารถเลือกใช้ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงแทนยาแก้แพ้แบบเดิมที่ทำให้ง่วงได้ เช่น ลอราทาดีน (Loratadine) เซทิริซีน (Cetirizine) สามารถแจ้งเภสัชกรได้ว่าต้องการยาแก้แพ้ชนิดไม่ทำให้ง่วง




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. จิรภัทร สุริยะชัยสวัสดิ์

พญ. จิรภัทร สุริยะชัยสวัสดิ์ (GP)
โรงพยาบาลกรุงเทพ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล