MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

ภาวะโลหิตจาง (Anemia)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ภาวะโลหิตจาง มักพบในผู้ที่ขาดธาตุเหล็ก ร่วมกับวิตามินบี 12 และโฟเลต นอกจากนี้ยังเกิดจากภาวะเม็ดเลือดแดงแตกทำลาย (Hemolysis) ทำให้ไขสันหลังผลิตเม็ดเลือดมาทดแทนไม่ทัน รวมทั้งโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมอย่างโรคธาลัสซีเมีย โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว โรคพร่องเอนไซม์จีซิกพีดี

  • สาเหตุหนึ่งของภาวะโลหิตจางมาจากการทานยาแก้ปวด ทั้งยาแอสไพรินและยาในกลุ่ม NSAIDs ตัวอื่นๆ เป็นประจำ ส่งผลให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหารได้

  • หญิงตั้งครรภ์มักเสี่ยงต่อการเกิดภาวะโลหิตจาง เนื่องจากร่างกายขาดโฟเลตและแร่ธาตุอื่นๆ จึงจำเป็นจะต้องรับประทานอาหารที่มีโฟเลตสูงๆ เช่น ตับสัตว์ บรอกโคลี หน่อไม้ฝรั่ง ผักโขม ส้ม มะนาว มะเขือเทศ เมล็ดทานตะวัน ธัญพืชไม่ขัดสี



Table of Contents
ภาวะโลหิตจางคืออะไร?
ภาวะโลหิตจางแตกต่างกับธาลัสซีเมียอย่างไร?
สาเหตุของภาวะโลหิตจาง
อาการของภาวะโลหิตจาง
ภาวะแทรกซ้อนจากโลหิตจาง
อาการที่ต้องบ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การวินิจฉัยภาวะโลหิตจาง
การรักษาภาวะโลหิตจาง
ยารักษาภาวะโลหิตจาง
อาหารบํารุงเลือดจาง
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีภาวะโลหิตจาง
การป้องกันภาวะโลหิตจาง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะโลหิตจาง


ภาวะโลหิตจางคืออะไร?


ภาวะโลหิตจางหรือภาวะซีด มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Anemia คือ ภาวะทางโลหิตวิทยาที่มักพบในเด็กเล็กและหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักๆ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพและการเจริญเติบโตของเด็ก


ภาวะโลหิตจาง เป็นภาวะที่ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงลดลง ส่งผลให้การนำออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายเสียสมดุล ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางมักจะรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หรือมีอาการตัวซีด


ภาวะโลหิตจางแตกต่างกับธาลัสซีเมียอย่างไร?


มือผู้ที่มีภาวะโลหิตจาง

ภาวะโลหิตจางเป็นภาวะที่ร่างกายมีจำนวนเม็ดเลือดแดงในเลือดน้อยกว่าปกติ มักเกิดกับผู้ที่มีภาวะขาดธาตุเหล็ก ส่วนธาลัสซีเมียเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ เกิดจากการสังเคราะห์ฮีโมโกลบินผิดปกติ ส่งผลให้ม้ามทำลายเม็ดเลือดแดงจนบกพร่อง ทำให้มีภาวะซีดหรือมีภาวะโลหิตจางร่วมด้วย


สาเหตุของภาวะโลหิตจาง


การสร้างเม็ดเลือดแดงน้อยลง


  • ฮอร์โมนอีริโทรโพอิติน (Erythropoietin: EPO) โดยปกติแล้วเม็ดเลือดแดงจะถูกสร้างขึ้นจากไขสันหลังโดยใช้ฮอร์โมนอีริโทรโพอิตินเป็นตัวกระตุ้นในการสร้าง ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้ถูกผลิตมาจากไต เมื่อเกิดความผิดปกติที่ไต ฮอร์โมน EPO ก็จะน้อยลง การกระตุ้นให้ผลิตเม็ดเลือดแดงที่ไขสันหลังจึงลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้เกิดเป็นภาวะโลหิตจาง

  • การขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง หรือร่างกายไม่สามารถดูดซึมและนำสารอาหารเหล่านี้ไปใช้ได้ ทั้งธาตุเหล็ก โฟเลต วิตามินบี 12 โดยเฉพาะการขาดธาตุเหล็ก ถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีภาวะโลหิตจาง ที่เรียกว่า Iron-deficiency anemia

  • ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ (Hypothyroidism) เป็นความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายไม่มีกลไกในการขับธาตุเหล็กที่เป็นส่วนเกินออก และภาวะดังกล่าวนี้เองที่เป็นหนึ่งในสาเหตุทำให้การผลิตฮอร์โมนอีริโทรโพอิติน (EPO) บกพร่อง การผลิตเม็ดเลือดแดงจึงลดลงส่งผลให้เกิดภาวะเลือดจาง นอกจากนี้ยังมีโรคหรือภาวะเรื้อรังอื่นๆ ที่ส่งผลต่อฮอร์โมน EPO เช่น ภาวะที่ต่อมไทรอยด์โตแบบเป็นพิษหรือทำงานมากเกินไป ภาวะผิดปกติของไต โรคลูปัสหรือโรคพุ่มพวงซึ่งเป็นหนึ่งในโรคแพ้ภูมิตัวเอง

การเสียเลือด


การเสียเลือดจนทำให้เกิดภาวะเลือดจางสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การสูญเสียเลือดแบบเฉียบพลันจากการเกิดอุบัติเหตุและได้รับบาดเจ็บรุนแรง การเสียเลือดจากการผ่าตัด การเสียเลือดประจำเดือนปริมาณมากที่เชื่อมโยงกับการเป็นเนื้องอก นอกจากนี้ยังมีการเสียเลือดจากโรคหรือภาวะผิดปกติอื่นๆ ของร่างกายที่เราไม่ทันสังเกต เช่น โรคริดสีดวงทวาร โรคกระเพาะอาหาร หรือโรคมะเร็ง รวมถึงการรับประทานยาในกลุ่ม NSAIDs เป็นเวลานานก็สามารถทำให้เกิดเลือดออกในระบบทางเดินอาหารได้เช่นกัน


โรคทางพันธุกรรม


โรคบางชนิดเป็นโรคที่ทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงหรือทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายกว่าปกติ ส่งผลให้มีภาวะโลหิตจาง เช่น


  • โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) ในบางรายอาจมีอาการตัวเหลือง ตับม้ามโตตั้งแต่เด็ก
  • โรคพร่องเอนไซม์จีซิกพีดี (G6PD deficiency) ที่มักพบในเพศชาย เป็นภาวะเม็ดเลือดแดงแตกง่าย ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเหลืองเข้ม
  • โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle cell anemia: SCD) เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันร่างกายของตัวเองไปทำลายเม็ดเลือดแดง หรือภาวะที่เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้นและแตกสลายง่าย

การทำลายเม็ดเลือดแดงมากขึ้น (Hemolysis)


โดยปกติเซลล์เม็ดเลือดแดงจะมีอายุประมาณ 120 วันก่อนจะแตกสลาย แต่หากเกิดภาวะผิดปกติจะทำให้เม็ดเลือดแดงแตกสลายเร็วขึ้น และไขสันหลังไม่สามารถผลิตเม็ดเลือดแดงใหม่มาทดแทนได้ทัน จนนำไปสู่ภาวะโลหิตจาง โดยมีปัจจัยมาจากความผิดปกติต่างๆ เช่น อาการเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ โรคตับแข็ง โรคข้ออักเสบ พังผืดในไขกระดูก รวมถึงกลุ่มอาการผิดปกติที่ตับหรือม้าม


อาการของภาวะโลหิตจาง


ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางจะอ่อนเพลีย

  • ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางในระยะแรก มักมีอาการวิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร ใจสั่น หายใจลำบาก เล็บซีด ลิ้นซีด บวมตามข้อ ชาตามมือและเท้าหรือปลายมือและเท้าเย็น ปากเปื่อย ในผู้หญิงประจำเดือนอาจมามากหรือน้อยผิดปกติ

  • ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางในระยะรุนแรง มักมีอาการเล็บเปราะ ด้าน แบนหรืองอนขึ้น และซีดมาก อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ซึมเศร้า ผิวเหี่ยวย่นมีสีซีดหรือเหลือง ผมแห้งแตกและร่วง สมาธิสั้นลง หัวใจโต ลิ้นรับรสเปลี่ยนไป บวมทั้งตัว และอาจเสี่ยงหัวใจวายได้

ภาวะแทรกซ้อนจากโลหิตจาง


หากมีภาวะโลหิตจางและไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอื่นๆ ตามมาดังนี้


  • รู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนแรงมาก ในภาวะโลหิตจางขั้นรุนแรง ทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้

  • ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ ในหญิงตั้งครรภ์มักเกิดจากการขาดโฟเลตจนนำไปสู่ภาวะโลหิตจาง (Folate deficiency anemia) ทำให้มีโอกาสที่ทารกจะคลอดก่อนกำหนดสูงกว่าคนทั่วไป ส่งผลให้เด็กทารกที่คลอดออกมาโตช้า มีน้ำหนักแรกคลอดต่ำกว่าเกณฑ์ และยังเป็นสาเหตุทำให้แท้งหรือครรภ์เป็นพิษได้

  • ความผิดปกติของหัวใจ ในผู่ที่มีภาวะโลหิตจางทำให้อวัยวะต่างๆ ได้รับออกซิเจนน้อยลง หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อช่วยในการไหลเวียนเลือด อาจส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจพองโต หรือหัวใจวายได้

  • เสียชีวิต ในผู้ป่วยที่มีภาวะเม็ดเลือดแดงเคียวที่ได้รับถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรือผู้ที่เสียเลือดปริมาณมากฉับพลัน จนทำให้เกิดภาวะเลือดจางรุนแรง อาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

อาการที่ต้องบ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


ถ้าสังเกตว่ามีอาการตัวซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืด หรือมีอาการบวมตามข้อ ชาตามมือและเท้า ประจำเดือนมามากหรือน้อยผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณเตือนภาวะโลหิตจาง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย


สำหรับบางคนที่ไปบริจาคเลือดแต่ไม่สามารถบริจาคได้เนื่องจากเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าเกณฑ์ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุด้วยเช่นกัน เพราะอาจเกิดจากโรคเรื้อรังหรือความผิดปกติของร่างกาย จะได้รักษาได้ทันท่วงที


consult doctor

การวินิจฉัยภาวะโลหิตจาง


สามารถประเมินภาวะโลหิตจางโดยละเอียด ดังนี้


  • ซักประวัติ เป็นการสอบถามผู้ป่วยโดยละเอียดเกี่ยวกับอาการ การรับประทานอาหารและยา รวมถึงประวัติภาวะโลหิตจางของคนในครอบครัว

  • ตรวจร่างกาย เป็นการตรวจสอบลักษณะทั่วไปของร่างกายว่ามีความผิดปกติที่บ่งชี้ว่าเป็นภาวะโลหิตจางหรือไม่

  • ตรวจโดยห้องปฏิบัติการ แบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ ดังนี้
    • ตรวจความสมบูรณ์ของเลือด (Complete blood count: CBC) เป็นการตรวจเพื่อวัดค่าความเข้มข้นของเลือด ทั้งเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด วิธีนี้เป็นการตรวจเพื่อหาความผิดปกติแต่ยังไม่สามารถใช้ยืนยันภาวะหรือโรคได้ หากพบความผิดปกติจริงแพทย์จะส่งตัวผู้ป่วยไปตรวจยืนยันกับแพทย์เฉพาะทางด้านโลหิตวิทยา
    • สเมียร์เลือด (Peripheral blood smear) เป็นการตรวจเพื่อดูลักษณะ รูปร่าง ขนาด และสีของเม็ดเลือดแดง การตรวจรูปแบบนี้มักตรวจเจอในผู้ที่ขาดธาตุเหล็ก โฟเลต และวิตามินบี 12
    • การตรวจอุจจาระ (Stool test) เป็นการตรวจเพื่อดูปรสิตหรือพยาธิปากขอเพราะบางคนอาจอยู่ในกลุ่มเสี่ยงและไม่ได้รับประทานยาถ่ายพยาธิ และตรวจสอบระบบทางเดินอาหารว่ามีเลือดออกหรือไม่ เพราะภาวะโลหิตจางอาจเกิดจากลำไส้อักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร หรือโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
    • ตรวจสารเฟอร์ริติน (Serum ferritin) เป็นการตรวจเพื่อดูปริมาณธาตุเหล็กที่สะสมในร่างกาย ว่ามีความปกติหรือไม่

การรักษาภาวะโลหิตจาง


ถ่ายเลือดรักษาภาวะโลหิตจาง

เนื่องจากภาวะโลหิตจางเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งโรคธาลัสซีเมีย ไต ตับ ม้ามทำงานผิดปกติ ภาวะเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร การเสียเลือดปริมาณมากเฉียบพลัน ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกทำลาย (Hemolysis) รวมถึงการขาดวิตามินและแร่ธาตุจำเป็นในการผลิตเม็ดเลือดแดง ทำให้การรักษาค่อนข้างกว้าง แพทย์จะพิจารณาใช้วิธีการรักษาที่ตรงตามสาเหตุ ดังนี้


  • ภาวะโลหิตจางที่เกิดจากการขาดธาตุเหล็ก: แพทย์จะพิจารณาให้ทานยาเสริมธาตุเหล็ก ควบคู่กับการแนะนำให้ทานอาหารเพิ่มธาตุเหล็กและอาหารที่ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก

  • ภาวะโลหิตจางจากการขาดวิตามิน: สำหรับการขาดโฟเลต ขาดวิตามินซี แพทย์จะให้ทานวิตามินเสริมและปรับเรื่องของอาหาร ส่วนการขาดวิตามินบี 12 ที่เนื่องมาจากร่างกายไม่สามารถดูดซึมวิตามินจากอาหารที่ทานเข้าไป แพทย์จะทำการฉีดวิตามินบี 12 ให้จนกว่าระดับวิตามินจะกลับมาเป็นปกติ

  • ภาวะโลหิตจางที่เกิดจากโรคเรื้อรัง: แพทย์จะรักษาตามอาการของโรคนั้นๆ หากภาวะโลหิตจางรุนแรง อาจมีการถ่ายเลือดร่วมกับการฉีดฮอร์โมน Erythropoietin เพื่อกระตุ้นการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง

  • ภาวะโลหิตจางที่เกิดจากความผิดปกติของไขกระดูก: กรณีนี้แพทย์จะทำการรักษาโดยการให้รับประทานยา การทำเคมีบำบัด รวมถึงการผ่าตัดปลูกถ่ายไขกระดูก

  • ภาวะโลหิตจางเนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตกสลาย: แพทย์จะให้งดใช้ยาบางตัวที่อาจเป็นต้นเหตุ หรือรักษาอาการติดเชื้อที่ก่อให้เกิดภาวะโลหิตจาง และให้รับประทานยาที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน

  • ภาวะโลหิตจางจากโรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว Sickle cell anemia (SCD): รักษาโดยการให้ออกซิเจนและยาแก้ปวดทั้งแบบรับประทานและแบบที่ให้ทางหลอดเลือดดำ นอกจากนี้แพทย์อาจแนะนำให้ถ่ายเลือด ทานยาเสริมกรดโฟลิกและยาปฏิชีวนะ รวมทั้งใช้ยารักษาโรคมะเร็งอย่างยา Hydroxyurea (ไฮดรอกซียูเรีย)

  • ภาวะโลหิตจางจากโรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia): การรักษาโรคธาลัสซีเมียทำให้ภาวะโลหิตจางดีขึ้นด้วย วิธีการรักษาคือ การรับประทานอาหารเสริม การถ่ายเลือด รวมถึงการปลูกถ่ายไขกระดูกและเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด

ยารักษาภาวะโลหิตจาง


ยาสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจาง

  • ยากลุ่ม Erythropoiesis-stimulating agents (ESAs) เป็นยาที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง สามารถรักษาภาวะโลหิตจางที่เกิดจากหลายสาเหตุ อาจเกิดผลข้างเคียงคือ ความดันโลหิตสูง ปวดศีรษะ ปวดตามร่างกาย วิงเวียนศีรษะ และอาเจียนได้

  • อาหารเสริมธาตุเหล็ก มีทั้งรูปแบบยาน้ำและยาเม็ดที่ช่วยเสริมธาตุเหล็ก สำหรับผู้ป่วยที่เป็นหญิงตั้งครรภ์จะต้องได้รับยาเสริมธาตุเหล็กอย่างน้อย 30 มิลลิกรัมต่อวัน ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ออกนโยบายการเสริมธาตุเหล็กให้กับเด็กไทยตั้งแต่อายุ 5 เดือนถึง 14 ปี เพื่อป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจาง โดยร่างกายจะดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีเมื่อรับประทานคู่กับวิตามินซีและทานตอนท้องว่าง

  • อาหารเสริมวิตามินบี จะมีอยู่ 2 ตัวด้วยกัน คือ วิตามินบี 12 และวิตามินบี 9 (โฟเลต) เป็นวิตามินที่ช่วยเสริมการผลิตเม็ดเลือดแดง ระยะเวลาและปริมาณของวิตามินที่ต้องใช้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภาวะโลหิตจางในแต่ละคน อาจเกิดผลข้างเคียงจากการรับประทาน แต่พบได้น้อยมาก เช่น ปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้ และอาเจียน

buy drug online on raksa app

อาหารบํารุงเลือดจาง


อาหารธาตุเหล็กสูงสำหรับผู้มีภาวะโลหิตจาง

ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางจำเป็นต้องเสริมด้วยการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ เครื่องในสัตว์ หอยนางรม เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ ปลา อาหารทะเล ถั่วแดง ถั่วชิกพี นม กรีกโยเกิร์ต ไข่ ธัญพืช ลูกเกด และผักใบเขียว


โดยปกติร่างกายจะดูดซึมธาตเหล็กจากเนื้อสัตว์ได้ดีกว่าแหล่งอื่นๆ หากผู้ป่วยไม่ทานเนื้อสัตว์ ควรเพิ่มปริมาณอาหารที่เป็นแหล่งธาตุเหล็กอื่นๆ ให้มากขึ้น เพื่อให้ได้รับธาตุเหล็กเท่ากับผู้ที่ทานเนื้อสัตว์


นอกจากนี้ควรเน้นทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง เพราะวิตามินซีจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น เช่น บรอกโคลี ส้ม มะนาว เมลอน ผักใบเขียว มะเขือเทศ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี สามารถทานผลสดหรือดื่มจากน้ำผลไม้คั้นสดก็ได้เช่นกัน


ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีภาวะโลหิตจาง


Do 


  • รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงๆ ในทุกมื้อ
  • รับประทานวิตามินซีเพื่อช่วยเสริมการดูดซึมธาตุเหล็ก
  • สังเกตอาการที่บ่งชี้ว่ามีเลือดออกภายในร่างกาย เช่น อุจจาระมีเลือดปน
  • นอนหลับให้เพียงพอต่อวันรวมทั้งงีบในตอนกลางวัน เพราะผู้ป่วยภาวะโลหิตจางจะมีอาการอ่อนเพลียง่าย
  • หากิจกรรมที่ผ่อนคลายทำ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง พูดคุยกับเพื่อน
  • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง

Don’t


  • งดเครื่องดื่มชา กาแฟ แอลกอฮอล์ เพราะส่งผลให้การดูดซึมธาตุเหล็กลดลง
  • งดการรับประทานยาแก้ปวด เช่น ยาแอสไพริน หรือยาในกลุ่ม NSAIDs อื่นๆ
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจทำให้เลือดออกหรือเสียเลือด
  • เลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ
  • ไม่ควรฝืนทำกิจกรรมต่างๆ หากรู้สึกอ่อนเพลีย เช่น ขับขี่ยานพาหนะ ทำความสะอาดบ้าน

การป้องกันภาวะโลหิตจาง


การป้องกันเพื่อควบคุมภาวะโลหิตจาง มีดังนี้


  • การป้องกันภาวะโลหิตจางในเด็กทารก ควรให้เด็กดื่มนมแม่หรือนมผงสำหรับเด็กทารกสูตรเสริมธาตุเหล็ก เมื่อทารกอายุครบ 6 เดือนให้เริ่มป้อนซีเรียลที่มีธาตุเหล็ก และหลีกเลี่ยงการให้ทารกอายุต่ำกว่า 1 ปีดื่มนมวัว

  • ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่มีธาตุเหล็กและวิตามินบี รวมทั้งเสริมวิตามินซีที่ช่วยดูดซึมธาตุเหล็กให้กับร่างกายร่วมด้วย

  • ในแต่ละวันควรดื่มนำให้เพียงพอหรืออย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน เพราะน้ำมีส่วนช่วยให้ปริมาณฮีโมโกลบินสูงขึ้น ช่วยลดโอกาสเกิดภาวะโลหิตจาง

  • ป้องกันการเสียเลือดแบบเรื้อรัง เช่น พยาธิปากขอ เลี่ยงความเสี่ยงที่ทำให้เลือดออกในระบบทางเดินอาหาร เช่น การทานยาแก้ปวด แนะนำให้ตรวจสุขภาพประจำปี หรือไปพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ อย่างอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หรืออุจจาระปนเลือด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะโลหิตจาง


1. โลหิตจางห้ามกินอะไรบ้าง?


ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางห้ามรับประทานอาหารที่ยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็ก เช่น ชา กาแฟ รำข้าว แอลกอฮอล์ หรือสารอาหารที่มีกรดไฟเตท อย่างถั่วเหลือง ถั่วเขียว งา


2. ปริมาณอาหารเสริมธาตุเหล็ก วิตามินบี-12 และกรดโฟลิกที่ต้องได้รับต่อวันเท่าไหร่?


ควรทานอาหารเสริมธาตุเหล็กปริมาณอย่างน้อย 30 มิลลิกรัมต่อวัน โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์แนะนำให้เสริมธาตุเหล็ก 60 มิลลิกรัมต่อวันตลอดการตั้งครรภ์ ส่วนกรดโฟลิกควรทานวันละ 400 ไมโครกรัม ส่วนวิตามินบี 12 ควรทานวันละ 1 มิลลิกรัม ร่วมกับรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 12 สูง


3. โลหิตจางทำให้เกิดอาการบ้านหมุนได้หรือไม่?


สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากผู้ที่มีภาวะโลหิตจางจะมีอาการวิงเวียนศีรษะ อาจทำให้รู้หน้ามืด บ้านหมุนหรือเป็นลมได้ง่าย


4. โรคโลหิตจางขาดวิตามินอะไร?


ผู้ป่วยภาวะโลหิตจางเกิดจากการขาดวิตามินบี 12 วิตามินบี 9 (โฟเลต) และการขาดธาตุเหล็ก (Iron)


5. ภาวะโลหิตจางทำให้หนาวสั่นจริงหรือไม่?


จริง ภาวะโลหิตจางสามารถทำให้เกิดอาการหนาวสั่นได้ เนื่องจากภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ มีภาวะซีดจากการเสียเลือด และอวัยวะต่างๆ ได้รับออกซิเจนน้อยลง ส่งผลให้อุณภูมิของร่างกายต่ำลงหรือร่างกายไม่อบอุ่นเหมือนผู้ที่มีความเข้มข้นของเลือดเป็นปกติ




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. ขัตติยะ ผลานิสงค์

นพ. ขัตติยะ ผลานิสงค์ (GP)
ศูนย์บริการสาธารณสุข
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

ภาวะโลหิตจาง (Anemia)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ภาวะโลหิตจาง มักพบในผู้ที่ขาดธาตุเหล็ก ร่วมกับวิตามินบี 12 และโฟเลต นอกจากนี้ยังเกิดจากภาวะเม็ดเลือดแดงแตกทำลาย (Hemolysis) ทำให้ไขสันหลังผลิตเม็ดเลือดมาทดแทนไม่ทัน รวมทั้งโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมอย่างโรคธาลัสซีเมีย โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว โรคพร่องเอนไซม์จีซิกพีดี

  • สาเหตุหนึ่งของภาวะโลหิตจางมาจากการทานยาแก้ปวด ทั้งยาแอสไพรินและยาในกลุ่ม NSAIDs ตัวอื่นๆ เป็นประจำ ส่งผลให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหารได้

  • หญิงตั้งครรภ์มักเสี่ยงต่อการเกิดภาวะโลหิตจาง เนื่องจากร่างกายขาดโฟเลตและแร่ธาตุอื่นๆ จึงจำเป็นจะต้องรับประทานอาหารที่มีโฟเลตสูงๆ เช่น ตับสัตว์ บรอกโคลี หน่อไม้ฝรั่ง ผักโขม ส้ม มะนาว มะเขือเทศ เมล็ดทานตะวัน ธัญพืชไม่ขัดสี



Table of Contents
ภาวะโลหิตจางคืออะไร?
ภาวะโลหิตจางแตกต่างกับธาลัสซีเมียอย่างไร?
สาเหตุของภาวะโลหิตจาง
อาการของภาวะโลหิตจาง
ภาวะแทรกซ้อนจากโลหิตจาง
อาการที่ต้องบ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การวินิจฉัยภาวะโลหิตจาง
การรักษาภาวะโลหิตจาง
ยารักษาภาวะโลหิตจาง
อาหารบํารุงเลือดจาง
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีภาวะโลหิตจาง
การป้องกันภาวะโลหิตจาง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะโลหิตจาง


ภาวะโลหิตจางคืออะไร?


ภาวะโลหิตจางหรือภาวะซีด มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Anemia คือ ภาวะทางโลหิตวิทยาที่มักพบในเด็กเล็กและหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักๆ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพและการเจริญเติบโตของเด็ก


ภาวะโลหิตจาง เป็นภาวะที่ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงลดลง ส่งผลให้การนำออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายเสียสมดุล ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางมักจะรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หรือมีอาการตัวซีด


ภาวะโลหิตจางแตกต่างกับธาลัสซีเมียอย่างไร?


มือผู้ที่มีภาวะโลหิตจาง

ภาวะโลหิตจางเป็นภาวะที่ร่างกายมีจำนวนเม็ดเลือดแดงในเลือดน้อยกว่าปกติ มักเกิดกับผู้ที่มีภาวะขาดธาตุเหล็ก ส่วนธาลัสซีเมียเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ เกิดจากการสังเคราะห์ฮีโมโกลบินผิดปกติ ส่งผลให้ม้ามทำลายเม็ดเลือดแดงจนบกพร่อง ทำให้มีภาวะซีดหรือมีภาวะโลหิตจางร่วมด้วย


สาเหตุของภาวะโลหิตจาง


การสร้างเม็ดเลือดแดงน้อยลง


  • ฮอร์โมนอีริโทรโพอิติน (Erythropoietin: EPO) โดยปกติแล้วเม็ดเลือดแดงจะถูกสร้างขึ้นจากไขสันหลังโดยใช้ฮอร์โมนอีริโทรโพอิตินเป็นตัวกระตุ้นในการสร้าง ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้ถูกผลิตมาจากไต เมื่อเกิดความผิดปกติที่ไต ฮอร์โมน EPO ก็จะน้อยลง การกระตุ้นให้ผลิตเม็ดเลือดแดงที่ไขสันหลังจึงลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้เกิดเป็นภาวะโลหิตจาง

  • การขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง หรือร่างกายไม่สามารถดูดซึมและนำสารอาหารเหล่านี้ไปใช้ได้ ทั้งธาตุเหล็ก โฟเลต วิตามินบี 12 โดยเฉพาะการขาดธาตุเหล็ก ถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีภาวะโลหิตจาง ที่เรียกว่า Iron-deficiency anemia

  • ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ (Hypothyroidism) เป็นความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายไม่มีกลไกในการขับธาตุเหล็กที่เป็นส่วนเกินออก และภาวะดังกล่าวนี้เองที่เป็นหนึ่งในสาเหตุทำให้การผลิตฮอร์โมนอีริโทรโพอิติน (EPO) บกพร่อง การผลิตเม็ดเลือดแดงจึงลดลงส่งผลให้เกิดภาวะเลือดจาง นอกจากนี้ยังมีโรคหรือภาวะเรื้อรังอื่นๆ ที่ส่งผลต่อฮอร์โมน EPO เช่น ภาวะที่ต่อมไทรอยด์โตแบบเป็นพิษหรือทำงานมากเกินไป ภาวะผิดปกติของไต โรคลูปัสหรือโรคพุ่มพวงซึ่งเป็นหนึ่งในโรคแพ้ภูมิตัวเอง

การเสียเลือด


การเสียเลือดจนทำให้เกิดภาวะเลือดจางสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การสูญเสียเลือดแบบเฉียบพลันจากการเกิดอุบัติเหตุและได้รับบาดเจ็บรุนแรง การเสียเลือดจากการผ่าตัด การเสียเลือดประจำเดือนปริมาณมากที่เชื่อมโยงกับการเป็นเนื้องอก นอกจากนี้ยังมีการเสียเลือดจากโรคหรือภาวะผิดปกติอื่นๆ ของร่างกายที่เราไม่ทันสังเกต เช่น โรคริดสีดวงทวาร โรคกระเพาะอาหาร หรือโรคมะเร็ง รวมถึงการรับประทานยาในกลุ่ม NSAIDs เป็นเวลานานก็สามารถทำให้เกิดเลือดออกในระบบทางเดินอาหารได้เช่นกัน


โรคทางพันธุกรรม


โรคบางชนิดเป็นโรคที่ทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงหรือทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายกว่าปกติ ส่งผลให้มีภาวะโลหิตจาง เช่น


  • โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) ในบางรายอาจมีอาการตัวเหลือง ตับม้ามโตตั้งแต่เด็ก
  • โรคพร่องเอนไซม์จีซิกพีดี (G6PD deficiency) ที่มักพบในเพศชาย เป็นภาวะเม็ดเลือดแดงแตกง่าย ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเหลืองเข้ม
  • โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle cell anemia: SCD) เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันร่างกายของตัวเองไปทำลายเม็ดเลือดแดง หรือภาวะที่เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้นและแตกสลายง่าย

การทำลายเม็ดเลือดแดงมากขึ้น (Hemolysis)


โดยปกติเซลล์เม็ดเลือดแดงจะมีอายุประมาณ 120 วันก่อนจะแตกสลาย แต่หากเกิดภาวะผิดปกติจะทำให้เม็ดเลือดแดงแตกสลายเร็วขึ้น และไขสันหลังไม่สามารถผลิตเม็ดเลือดแดงใหม่มาทดแทนได้ทัน จนนำไปสู่ภาวะโลหิตจาง โดยมีปัจจัยมาจากความผิดปกติต่างๆ เช่น อาการเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ โรคตับแข็ง โรคข้ออักเสบ พังผืดในไขกระดูก รวมถึงกลุ่มอาการผิดปกติที่ตับหรือม้าม


อาการของภาวะโลหิตจาง


ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางจะอ่อนเพลีย

  • ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางในระยะแรก มักมีอาการวิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร ใจสั่น หายใจลำบาก เล็บซีด ลิ้นซีด บวมตามข้อ ชาตามมือและเท้าหรือปลายมือและเท้าเย็น ปากเปื่อย ในผู้หญิงประจำเดือนอาจมามากหรือน้อยผิดปกติ

  • ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางในระยะรุนแรง มักมีอาการเล็บเปราะ ด้าน แบนหรืองอนขึ้น และซีดมาก อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ซึมเศร้า ผิวเหี่ยวย่นมีสีซีดหรือเหลือง ผมแห้งแตกและร่วง สมาธิสั้นลง หัวใจโต ลิ้นรับรสเปลี่ยนไป บวมทั้งตัว และอาจเสี่ยงหัวใจวายได้

ภาวะแทรกซ้อนจากโลหิตจาง


หากมีภาวะโลหิตจางและไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอื่นๆ ตามมาดังนี้


  • รู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนแรงมาก ในภาวะโลหิตจางขั้นรุนแรง ทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้

  • ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ ในหญิงตั้งครรภ์มักเกิดจากการขาดโฟเลตจนนำไปสู่ภาวะโลหิตจาง (Folate deficiency anemia) ทำให้มีโอกาสที่ทารกจะคลอดก่อนกำหนดสูงกว่าคนทั่วไป ส่งผลให้เด็กทารกที่คลอดออกมาโตช้า มีน้ำหนักแรกคลอดต่ำกว่าเกณฑ์ และยังเป็นสาเหตุทำให้แท้งหรือครรภ์เป็นพิษได้

  • ความผิดปกติของหัวใจ ในผู่ที่มีภาวะโลหิตจางทำให้อวัยวะต่างๆ ได้รับออกซิเจนน้อยลง หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อช่วยในการไหลเวียนเลือด อาจส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจพองโต หรือหัวใจวายได้

  • เสียชีวิต ในผู้ป่วยที่มีภาวะเม็ดเลือดแดงเคียวที่ได้รับถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรือผู้ที่เสียเลือดปริมาณมากฉับพลัน จนทำให้เกิดภาวะเลือดจางรุนแรง อาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

อาการที่ต้องบ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


ถ้าสังเกตว่ามีอาการตัวซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืด หรือมีอาการบวมตามข้อ ชาตามมือและเท้า ประจำเดือนมามากหรือน้อยผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณเตือนภาวะโลหิตจาง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย


สำหรับบางคนที่ไปบริจาคเลือดแต่ไม่สามารถบริจาคได้เนื่องจากเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าเกณฑ์ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุด้วยเช่นกัน เพราะอาจเกิดจากโรคเรื้อรังหรือความผิดปกติของร่างกาย จะได้รักษาได้ทันท่วงที


consult doctor

การวินิจฉัยภาวะโลหิตจาง


สามารถประเมินภาวะโลหิตจางโดยละเอียด ดังนี้


  • ซักประวัติ เป็นการสอบถามผู้ป่วยโดยละเอียดเกี่ยวกับอาการ การรับประทานอาหารและยา รวมถึงประวัติภาวะโลหิตจางของคนในครอบครัว

  • ตรวจร่างกาย เป็นการตรวจสอบลักษณะทั่วไปของร่างกายว่ามีความผิดปกติที่บ่งชี้ว่าเป็นภาวะโลหิตจางหรือไม่

  • ตรวจโดยห้องปฏิบัติการ แบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ ดังนี้
    • ตรวจความสมบูรณ์ของเลือด (Complete blood count: CBC) เป็นการตรวจเพื่อวัดค่าความเข้มข้นของเลือด ทั้งเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด วิธีนี้เป็นการตรวจเพื่อหาความผิดปกติแต่ยังไม่สามารถใช้ยืนยันภาวะหรือโรคได้ หากพบความผิดปกติจริงแพทย์จะส่งตัวผู้ป่วยไปตรวจยืนยันกับแพทย์เฉพาะทางด้านโลหิตวิทยา
    • สเมียร์เลือด (Peripheral blood smear) เป็นการตรวจเพื่อดูลักษณะ รูปร่าง ขนาด และสีของเม็ดเลือดแดง การตรวจรูปแบบนี้มักตรวจเจอในผู้ที่ขาดธาตุเหล็ก โฟเลต และวิตามินบี 12
    • การตรวจอุจจาระ (Stool test) เป็นการตรวจเพื่อดูปรสิตหรือพยาธิปากขอเพราะบางคนอาจอยู่ในกลุ่มเสี่ยงและไม่ได้รับประทานยาถ่ายพยาธิ และตรวจสอบระบบทางเดินอาหารว่ามีเลือดออกหรือไม่ เพราะภาวะโลหิตจางอาจเกิดจากลำไส้อักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร หรือโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
    • ตรวจสารเฟอร์ริติน (Serum ferritin) เป็นการตรวจเพื่อดูปริมาณธาตุเหล็กที่สะสมในร่างกาย ว่ามีความปกติหรือไม่

การรักษาภาวะโลหิตจาง


ถ่ายเลือดรักษาภาวะโลหิตจาง

เนื่องจากภาวะโลหิตจางเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งโรคธาลัสซีเมีย ไต ตับ ม้ามทำงานผิดปกติ ภาวะเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร การเสียเลือดปริมาณมากเฉียบพลัน ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกทำลาย (Hemolysis) รวมถึงการขาดวิตามินและแร่ธาตุจำเป็นในการผลิตเม็ดเลือดแดง ทำให้การรักษาค่อนข้างกว้าง แพทย์จะพิจารณาใช้วิธีการรักษาที่ตรงตามสาเหตุ ดังนี้


  • ภาวะโลหิตจางที่เกิดจากการขาดธาตุเหล็ก: แพทย์จะพิจารณาให้ทานยาเสริมธาตุเหล็ก ควบคู่กับการแนะนำให้ทานอาหารเพิ่มธาตุเหล็กและอาหารที่ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก

  • ภาวะโลหิตจางจากการขาดวิตามิน: สำหรับการขาดโฟเลต ขาดวิตามินซี แพทย์จะให้ทานวิตามินเสริมและปรับเรื่องของอาหาร ส่วนการขาดวิตามินบี 12 ที่เนื่องมาจากร่างกายไม่สามารถดูดซึมวิตามินจากอาหารที่ทานเข้าไป แพทย์จะทำการฉีดวิตามินบี 12 ให้จนกว่าระดับวิตามินจะกลับมาเป็นปกติ

  • ภาวะโลหิตจางที่เกิดจากโรคเรื้อรัง: แพทย์จะรักษาตามอาการของโรคนั้นๆ หากภาวะโลหิตจางรุนแรง อาจมีการถ่ายเลือดร่วมกับการฉีดฮอร์โมน Erythropoietin เพื่อกระตุ้นการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง

  • ภาวะโลหิตจางที่เกิดจากความผิดปกติของไขกระดูก: กรณีนี้แพทย์จะทำการรักษาโดยการให้รับประทานยา การทำเคมีบำบัด รวมถึงการผ่าตัดปลูกถ่ายไขกระดูก

  • ภาวะโลหิตจางเนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตกสลาย: แพทย์จะให้งดใช้ยาบางตัวที่อาจเป็นต้นเหตุ หรือรักษาอาการติดเชื้อที่ก่อให้เกิดภาวะโลหิตจาง และให้รับประทานยาที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน

  • ภาวะโลหิตจางจากโรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว Sickle cell anemia (SCD): รักษาโดยการให้ออกซิเจนและยาแก้ปวดทั้งแบบรับประทานและแบบที่ให้ทางหลอดเลือดดำ นอกจากนี้แพทย์อาจแนะนำให้ถ่ายเลือด ทานยาเสริมกรดโฟลิกและยาปฏิชีวนะ รวมทั้งใช้ยารักษาโรคมะเร็งอย่างยา Hydroxyurea (ไฮดรอกซียูเรีย)

  • ภาวะโลหิตจางจากโรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia): การรักษาโรคธาลัสซีเมียทำให้ภาวะโลหิตจางดีขึ้นด้วย วิธีการรักษาคือ การรับประทานอาหารเสริม การถ่ายเลือด รวมถึงการปลูกถ่ายไขกระดูกและเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด

ยารักษาภาวะโลหิตจาง


ยาสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจาง

  • ยากลุ่ม Erythropoiesis-stimulating agents (ESAs) เป็นยาที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง สามารถรักษาภาวะโลหิตจางที่เกิดจากหลายสาเหตุ อาจเกิดผลข้างเคียงคือ ความดันโลหิตสูง ปวดศีรษะ ปวดตามร่างกาย วิงเวียนศีรษะ และอาเจียนได้

  • อาหารเสริมธาตุเหล็ก มีทั้งรูปแบบยาน้ำและยาเม็ดที่ช่วยเสริมธาตุเหล็ก สำหรับผู้ป่วยที่เป็นหญิงตั้งครรภ์จะต้องได้รับยาเสริมธาตุเหล็กอย่างน้อย 30 มิลลิกรัมต่อวัน ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ออกนโยบายการเสริมธาตุเหล็กให้กับเด็กไทยตั้งแต่อายุ 5 เดือนถึง 14 ปี เพื่อป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจาง โดยร่างกายจะดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีเมื่อรับประทานคู่กับวิตามินซีและทานตอนท้องว่าง

  • อาหารเสริมวิตามินบี จะมีอยู่ 2 ตัวด้วยกัน คือ วิตามินบี 12 และวิตามินบี 9 (โฟเลต) เป็นวิตามินที่ช่วยเสริมการผลิตเม็ดเลือดแดง ระยะเวลาและปริมาณของวิตามินที่ต้องใช้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภาวะโลหิตจางในแต่ละคน อาจเกิดผลข้างเคียงจากการรับประทาน แต่พบได้น้อยมาก เช่น ปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้ และอาเจียน

buy drug online on raksa app

อาหารบํารุงเลือดจาง


อาหารธาตุเหล็กสูงสำหรับผู้มีภาวะโลหิตจาง

ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางจำเป็นต้องเสริมด้วยการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ เครื่องในสัตว์ หอยนางรม เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ ปลา อาหารทะเล ถั่วแดง ถั่วชิกพี นม กรีกโยเกิร์ต ไข่ ธัญพืช ลูกเกด และผักใบเขียว


โดยปกติร่างกายจะดูดซึมธาตเหล็กจากเนื้อสัตว์ได้ดีกว่าแหล่งอื่นๆ หากผู้ป่วยไม่ทานเนื้อสัตว์ ควรเพิ่มปริมาณอาหารที่เป็นแหล่งธาตุเหล็กอื่นๆ ให้มากขึ้น เพื่อให้ได้รับธาตุเหล็กเท่ากับผู้ที่ทานเนื้อสัตว์


นอกจากนี้ควรเน้นทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง เพราะวิตามินซีจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น เช่น บรอกโคลี ส้ม มะนาว เมลอน ผักใบเขียว มะเขือเทศ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี สามารถทานผลสดหรือดื่มจากน้ำผลไม้คั้นสดก็ได้เช่นกัน


ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีภาวะโลหิตจาง


Do 


  • รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงๆ ในทุกมื้อ
  • รับประทานวิตามินซีเพื่อช่วยเสริมการดูดซึมธาตุเหล็ก
  • สังเกตอาการที่บ่งชี้ว่ามีเลือดออกภายในร่างกาย เช่น อุจจาระมีเลือดปน
  • นอนหลับให้เพียงพอต่อวันรวมทั้งงีบในตอนกลางวัน เพราะผู้ป่วยภาวะโลหิตจางจะมีอาการอ่อนเพลียง่าย
  • หากิจกรรมที่ผ่อนคลายทำ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง พูดคุยกับเพื่อน
  • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง

Don’t


  • งดเครื่องดื่มชา กาแฟ แอลกอฮอล์ เพราะส่งผลให้การดูดซึมธาตุเหล็กลดลง
  • งดการรับประทานยาแก้ปวด เช่น ยาแอสไพริน หรือยาในกลุ่ม NSAIDs อื่นๆ
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจทำให้เลือดออกหรือเสียเลือด
  • เลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ
  • ไม่ควรฝืนทำกิจกรรมต่างๆ หากรู้สึกอ่อนเพลีย เช่น ขับขี่ยานพาหนะ ทำความสะอาดบ้าน

การป้องกันภาวะโลหิตจาง


การป้องกันเพื่อควบคุมภาวะโลหิตจาง มีดังนี้


  • การป้องกันภาวะโลหิตจางในเด็กทารก ควรให้เด็กดื่มนมแม่หรือนมผงสำหรับเด็กทารกสูตรเสริมธาตุเหล็ก เมื่อทารกอายุครบ 6 เดือนให้เริ่มป้อนซีเรียลที่มีธาตุเหล็ก และหลีกเลี่ยงการให้ทารกอายุต่ำกว่า 1 ปีดื่มนมวัว

  • ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่มีธาตุเหล็กและวิตามินบี รวมทั้งเสริมวิตามินซีที่ช่วยดูดซึมธาตุเหล็กให้กับร่างกายร่วมด้วย

  • ในแต่ละวันควรดื่มนำให้เพียงพอหรืออย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน เพราะน้ำมีส่วนช่วยให้ปริมาณฮีโมโกลบินสูงขึ้น ช่วยลดโอกาสเกิดภาวะโลหิตจาง

  • ป้องกันการเสียเลือดแบบเรื้อรัง เช่น พยาธิปากขอ เลี่ยงความเสี่ยงที่ทำให้เลือดออกในระบบทางเดินอาหาร เช่น การทานยาแก้ปวด แนะนำให้ตรวจสุขภาพประจำปี หรือไปพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ อย่างอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หรืออุจจาระปนเลือด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะโลหิตจาง


1. โลหิตจางห้ามกินอะไรบ้าง?


ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางห้ามรับประทานอาหารที่ยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็ก เช่น ชา กาแฟ รำข้าว แอลกอฮอล์ หรือสารอาหารที่มีกรดไฟเตท อย่างถั่วเหลือง ถั่วเขียว งา


2. ปริมาณอาหารเสริมธาตุเหล็ก วิตามินบี-12 และกรดโฟลิกที่ต้องได้รับต่อวันเท่าไหร่?


ควรทานอาหารเสริมธาตุเหล็กปริมาณอย่างน้อย 30 มิลลิกรัมต่อวัน โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์แนะนำให้เสริมธาตุเหล็ก 60 มิลลิกรัมต่อวันตลอดการตั้งครรภ์ ส่วนกรดโฟลิกควรทานวันละ 400 ไมโครกรัม ส่วนวิตามินบี 12 ควรทานวันละ 1 มิลลิกรัม ร่วมกับรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 12 สูง


3. โลหิตจางทำให้เกิดอาการบ้านหมุนได้หรือไม่?


สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากผู้ที่มีภาวะโลหิตจางจะมีอาการวิงเวียนศีรษะ อาจทำให้รู้หน้ามืด บ้านหมุนหรือเป็นลมได้ง่าย


4. โรคโลหิตจางขาดวิตามินอะไร?


ผู้ป่วยภาวะโลหิตจางเกิดจากการขาดวิตามินบี 12 วิตามินบี 9 (โฟเลต) และการขาดธาตุเหล็ก (Iron)


5. ภาวะโลหิตจางทำให้หนาวสั่นจริงหรือไม่?


จริง ภาวะโลหิตจางสามารถทำให้เกิดอาการหนาวสั่นได้ เนื่องจากภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ มีภาวะซีดจากการเสียเลือด และอวัยวะต่างๆ ได้รับออกซิเจนน้อยลง ส่งผลให้อุณภูมิของร่างกายต่ำลงหรือร่างกายไม่อบอุ่นเหมือนผู้ที่มีความเข้มข้นของเลือดเป็นปกติ




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. ขัตติยะ ผลานิสงค์

นพ. ขัตติยะ ผลานิสงค์ (GP)
ศูนย์บริการสาธารณสุข
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล