MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

สิว (Acne)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ต้นตอของการเป็นสิว คือภาวะการอุดตันของสิ่งสกปรกที่จับตัวกับไขมันส่วนเกินในรูขุมขน โดยมีปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดสิว เช่น ฮอร์โมน ความเครียด พันธุกรรม ฝุ่น ควัน อาหาร

  • ระดับความรุนแรงของสิวมีทั้งหมด 3 ระดับ คือ สิวน้อย สิวปานกลาง และ สิวรุนแรง ซึ่งการรักษาจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละระดับความรุนแรง

  • การรักษาสิวอย่างถูกต้องนั้นจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันเสียใหม่ เพื่อให้สุขภาพผิวดีขึ้นและลดการผลิตไขมันใต้ผิวหนัง เช่น รับประทานผักและผลไม้แทนของหวานหรือของมัน เลี่ยงเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบ



Table of Contents
สิวคืออะไร?
สิวเกิดจากอะไร?
ระดับความรุนแรงของการเป็นสิว
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาสิว
ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นสิว
การป้องกันการเกิดสิว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสิว


สิวคืออะไร?


สิว จะเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Acne หรือ Pimple ก็ได้ เป็นหนึ่งในโรคผิวหนังที่มีลักษณะเป็นตุ่มเม็ดเล็กๆ และเป็นก้อนไขมันอยู่ข้างในชั้นผิว อันเกิดจากการอุดตันหรือการติดเชื้อของต่อมไขมันใต้ผิวหนัง สิวจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ขึ้นอยู่กับชนิดและที่มาของสิว มักจะขึ้นตามผิวหนังในบริเวณที่มีต่อมไขมันอยู่มาก เช่น ใบหน้า ลำคอ อก แผ่นหลังส่วนบน และหัวไหล่ สามารถเกิดสิวได้ทุกช่วงวัยโดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น


สิวที่พบได้มีหลายชนิด สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ


  1. สิวที่ไม่มีการอักเสบ (Comedone) เช่น สิวอุดตันหัวปิด (สิวหัวขาว) สิวอุดตันหัวเปิด (สิวหัวดำ)
  2. สิวที่มีการอักเสบ (Inflammatory acne) เช่น สิวอักเสบ สิวตุ่ม สิวหัวหนอง สิวหัวช้าง และสิวซิสต์

สิวเกิดจากอะไร?


สิวเกิดจากการอุดตันของรูขุมขน

สิวเริ่มต้นจากการมีสิ่งสกปรกเช่น เครื่องสำอาง ฝุ่นควัน รวมถึงเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว ไปจับตัวกับไขมันส่วนเกิน (Sebum) จากต่อมไขมัน สะสมเป็นก้อนแข็งอุดตันรูขุมขนจนกลายเป็นสิวอุดตัน หลังจากนั้นเมื่อไขมันที่สะสมใต้ผิวหนังไม่สามารถระบายออกได้รูขุมขนจึงขาดออกซิเจน ทำให้เกิดแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Cutibacterium Acnes (C. Acnes) แบคทีเรียตัวนี้จะไปกระตุ้นให้เกิดการย่อยสลายไขมัน จนเกิดอาการอักเสบของสิวอุดตันและพัฒนากลายเป็นสิวอักเสบขึ้น


ซึ่งการเกิดสิวนั้นล้วนมีปัจจัยต่างๆ ที่ช่วยเสริมให้เกิดสิวง่ายขึ้น โดยแบ่งออกเป็นปัจจัยภายใน เช่น ระดับฮอร์โมน กรรมพันธุ์ ความเครียด หรือโรค ส่วนปัจจัยภายนอกก็อย่างเช่น เครื่องสำอาง ครีมบำรุง อาหาร ฝุ่นควัน สภาพอากาศและอุณหภูมิ


ระดับความรุนแรงของการเป็นสิว


สิวอักเสบมากกว่า 15 เม็ดอยู่ในระดับรุนแรง

ระดับความรุนแรงของสิวสามารถจำแนกได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้


  1. รุนแรงเล็กน้อย (Mild): สิวที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นสิวอุดตัน เช่น สิวหัวขาว สิวหัวดำ อาจจะมีสิวหัวหนองร่วมด้วยแต่จำนวนน้อยกว่า 5 เม็ด
  2. รุนแรงปานกลาง (Moderate): มีสิวอุดตัน เช่น สิวหัวขาว สิวหัวดำ รวมถึงสิวหัวหนอง โดยสิวหนองมีจำนวนมากกว่า 5 เม็ด แต่น้อยกว่า 15 เม็ด
  3. รุนแรงมาก (Severe): มีสิวอุดตันและสิวหัวหนอง โดยมีสิวหัวหนองมากกว่า 15 เม็ดขึ้นไป

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากสิวที่เกิดขึ้นตามใบหน้าและส่วนอื่นของร่างกาย ได้สร้างความเจ็บปวดให้รู้สึกทรมาน หรือไม่มีท่าทีว่าจะทุเลาลงหลังจากที่รักษาสิวด้วยตัวเองไปแล้ว รวมถึงมีจำนวนสิวเกิดขึ้นมากเกินไปจนอาจเกิดรอยแผลเป็นจากสิว นั่นเป็นสัญญาณว่าควรไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อวินิจฉัยความรุนแรงที่เกิดขึ้นและทำการรักษาสิวต่อไป


consult doctor

การรักษาสิว


การรักษาสิวในปัจจุบัน ได้นำความรู้ด้านการแพทย์สมัยใหม่มาใช้ในการรักษา เพื่อลดสิวที่ขึ้นตามใบหน้า แผ่นหลัง หรือหน้าอกให้มีจำนวนน้อยลง พร้อมกับบรรเทาความเจ็บปวดและการอักเสบให้ทุเลาลง จนกระทั่งหายจากการเป็นสิวในที่สุด การรักษาสิวมีหลากหลายวิธี โดยมีรายละเอียดตามข้อมูลด้านล่าง



การรักษาด้วยยา


การรักษาด้วยยามีสองรูปแบบคือ รูปแบบยาทาและรูปแบบยารับประทาน ซึ่งแพทย์จะให้การรักษาตามระดับความรุนแรงของสิว ถ้าหากความรุนแรงสิวน้อยหรือปานกลางแพทย์จะเลือกใช้รูปแบบยาทาเป็นหลัก แต่ถ้าหากสิวมีความรุนแรงมาก อาจให้ยาทั้งสองรูปแบบเพื่อให้ได้ผลการรักษาสิวที่ดีขึ้น


  • ยาทาสิว: สำหรับยาทาสิวจะมีสรรพคุณช่วยลดการอุดตัน ลดการอักเสบ ลบรอยสิวให้จางลง และสามารถฆ่าเชื้อ C. Acnes ที่ปะปนอยู่ในสิวได้ รวมถึงช่วยลดปริมาณไขมันบนผิวหนังให้น้อยลง เช่น ยาที่มีส่วนประกอบของอนุพันธุ์วิตามินเอ Retinoid ตัวยา Benzoyl peroxide หรือยาทาที่มีส่วนประกอบของยาปฏิชีวนะ เช่น Clindamycin

  • ยารับประทาน: ตัวยารับประทานที่นิยมใช้ในการรักษาสิว ได้แก่ ยาปฏิชีวนะ ช่วยลดการติดเชื้อสิวและลดการอักเสบของสิว เช่น ยากลุ่ม Tetracycline อย่างยา Doxycycline ส่วนยากลุ่มฮอร์โมนสำหรับผู้ที่เป็นสิวจากฮอร์โมน เช่น ยา Cyproterone acetate และยากลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ เช่น Isotretinoin ซึ่งจะออกฤทธิ์รุนแรง เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นสิวอักเสบ สิวซิสต์ และสิวหัวช้างจำนวนมาก

การกดสิว


การรักษาด้วยการกดสิวนั้นเป็นการป้องกันไม่ให้สิวเกิดการอักเสบ โดยใช้เครื่องมือกดลงไปที่สิวอุดตันเพื่อให้เม็ดโคมิโดนหลุดออกมา ซึ่งการกดสิวจะต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์เท่านั้น ไม่ควรกดเองเพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำหรือรุนแรงขึ้น


การเลเซอร์สิว


เลเซอร์ที่ใช้ลดสิวในปัจจุบันมีหลากหลายชนิด โดยแพทย์จะเลือกใช้ตามความรุนแรงของสิวและสภาพผิวของคนไข้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ตัวอย่างของเลเซอร์รักษาสิว ดังนี้


  • Vacuum with broadband light (Isolaz): ช่วยทำความสะอาดรูขุมขนและลดแบคทีเรีย C. Acnes ให้น้อยลง
  • Long pulse diode laser 1450nm (Smooth Beam): ช่วยลดการผลิตไขมันส่วนเกินบนใบหน้า รักษาสิวอักเสบขนาดใหญ่
  • Diode and long pulse Nd Yag (Excel V): ลบรอยแดงของสิวที่ปรากฏตามใบหน้า
  • Q-switched Nd:YAG: ลดสิวอุดตัน ลบรอยแดงจากสิว และบรรเทาอาการอักเสบของสิว

การรักษาสิวด้วยวิธีอื่นๆ


นอกเหนือจาก 3 วิธีที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ยังมีวิธีรักษาสิวแบบอื่นที่สามารถลดสิวชนิดต่างๆ ให้ลดน้อยลงได้เช่นกัน วิธีที่พบได้บ่อยได้แก่ การฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์เข้าไปในสิว การใช้กรดผลไม้เพื่อลอกหนังกำพร้าบนใบหน้าให้สร้างผิวหนังชั้นใหม่ หรือการใช้แสงบำบัดสิวช่วยให้สิวแห้งลงและมีอาการดีขึ้นได้


buy drug online on raksa app

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นสิว


ล้างหน้าวันละไม่เกิน 2 ครั้งเพื่อลดสิว

เมื่อพบว่าตัวเองเป็นสิว สิ่งเหล่านี้ถือเป็นแนวทางการดูแลตัวเองเพื่อลดโอกาสการเกิดสิว รวมถึงป้องกันการอักเสบของสิว โดยแบ่งออกเป็นข้อควรปฏิบัติ (Do) และสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ (Don’t) ได้ดังนี้


DO


  • ควรล้างหน้าแค่วันละ 1-2 ครั้ง เพราะถ้าล้างบ่อยเกินไป จะเป็นการกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตไขมันออกมามากขึ้น
  • ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน ไม่ควรถูหรือเช็ดอย่างรุนแรง พร้อมกับงดการทำความสะอาดผิวด้วยสครับ
  • ควรทายารักษาสิวตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ
  • รับประทานอาหารประเภทผักและผลไม้ แทนของทอด ของมัน และของหวาน
  • ตอนคุยโทรศัพท์หลีกเลี่ยงการแนบกับผิวหน้า เพราะอาจทำให้ผิวมันและแบคทีเรียสะสมเพิ่มขึ้น
  • ควรล้างมือก่อนการทายาที่หน้าหรือบริเวณสิวทุกครั้ง
  • สำหรับผู้ที่มีผิวบริเวณส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่หน้า ควรใส่เสื้อผ้าหลวมๆ เพื่อเลี่ยงไม่ให้เนื้อผ้าสัมผัสกับสิว

DON’T


  • ห้ามบีบ แกะ แคะสิวโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้สิวเกิดการอักเสบ แถมยังทำให้เกิดรอยสิวได้อีกด้วย
  • ไม่ควรสัมผัสผิวบริเวณที่เป็นสิว เพราะอาจทำให้ผิวติดเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิวหน้าที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว
  • เลี่ยงการอยู่ในที่มีแดดแรง หรือสถานที่ที่มีอากาศร้อน เพราะอาจเกิดสิวผด สิวเห่อได้

การป้องกันการเกิดสิว


ดูแลผิวหน้าไม่ให้เกิดสิว

สำหรับผู้ที่มีไม่มีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง เรื่องของสิวก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ควรใส่ใจ เพราะสิวสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย และทุกสถานการณ์ ดังนั้นจึงต้องป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดสิวบนใบหน้าและเรือนร่าง ดังนี้


  • ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าและผิวกายสูตรไร้สารเคมี
  • หลีกเลี่ยงการเอามือสัมผัสกับใบหน้าบ่อยๆ
  • ล้างมือให้สะอาดก่อนลงมือทาครีม โลชั่น หรือการแต่งหน้าทุกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ก่อให้เกิดสิว เช่น ของทอดของมัน อาหารที่มีน้ำตาลสูง
  • หากจำเป็นต้องแต่งหน้า ให้เลือกใช้เครื่องสำอางที่ไม่ทำให้เกิดสิวและไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน โดยสังเกตข้างกล่องบรรจุภัณฑ์จะมีคำว่า “Non-acnegenic” และ “Non-comedogenic”
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ พร้อมกับทำจิตใจให้สดใสอยู่เสมอ
  • หลีกเลี่ยงความเครียดหรือความวิตกกังวล เพื่อไม่ให้ฮอร์โมนอะดรีนาลีนและฮอร์โมนคอร์ติซอลเพิ่มขึ้น ซึ่งฮอร์โมน 2 ตัวนี้เป็นหนึ่งในต้นเหตุการเกิดสิวด้วย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสิว


1. สิวฮอร์โมนคืออะไร?


สิวฮอร์โมน คือสิวที่มีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะในวัยรุ่นที่จะมีการสร้างฮอร์โมนเพศขึ้นในระดับที่สูงกว่าวัยอื่นๆ อย่างฮอร์โมน Testosterone ซึ่งจะกระตุ้นการผลิตไขมันที่ผิวหนังออกมาเยอะขึ้น ในปกติไขมันส่วนเกินจะสามารถระบายออกทางรูขุมขนได้ แต่ถ้าเกิดมีการอุดตันรูขุมขนก็จะก่อให้เกิดสิวอุดตันได้ และอาจพัฒนากลายเป็นสิวอักเสบในที่สุด มักเกิดขึ้นบริเวณช่วงล่างของใบหน้าทั้งช่วงกราม คาง รอบๆ ปาก


2. สามารถรักษาสิวโดยไม่ต้องหาหมอได้ไหม?


ในกรณีที่ใบหน้ามีสิวในระดับความรุนแรงน้อยหรือปานกลาง ซึ่งลักษณะความรุนแรงคือ มีสิวอุดตันกระจายทั่วพื้นที่ มีสิวตุ่มหรือสิวหนองขึ้นมาประปรายแต่น้อยกว่า 15 เม็ด สามารถซื้อยาทาแต้มสิวจากร้านขายยาทั่วไปเพื่อทำการรักษาเบื้องต้นโดยไม่ต้องพบแพทย์ได้ แต่หากเป็นสิวรุนแรงคือสิวอักเสบมากกว่า 15 เม็ด หรือซื้อยาทาเองแล้วอาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาอย่างถูกต้อง


3. กินช็อกโกแลตทำให้สิวขึ้นจริงหรือไม่?


ไม่จริง เพราะช็อคโกแลตที่มาจากโกโก้แท้ไม่ใช่ต้นเหตุของสิว แต่ตัวการที่ทำให้เป็นสิวก็คือส่วนผสมที่เพิ่มเติมลงไปในโกโก้อย่างน้ำตาลและนม เนื่องจากนมที่รับประทานยังคงมีฮอร์โมนวัวผสมอยู่ทำให้เกิดสิวรุนแรง ส่วนน้ำตาลเมื่อรับประทานเข้าไป จะทำให้อินซูลินในร่างกายเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการกระตุ้นให้ผลิตไขมันใต้ผิวหนังเพิ่มขึ้น


สรุปได้ว่าหากรับประทาน Dark Chocolate จะมีโอกาสเกิดสิวน้อยกว่า Milk Chocolate เพราะมีปริมาณของนมและน้ำตาลน้อยกว่า


4. ทำยังไงให้สิวหายเร็วๆ?


ควรปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตประจำวันใหม่ เช่น จากที่รับประทานขนมหวานและคาร์โบไฮเดรตสูง ก็หันมารับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูงและไขมันต่ำแทน หรือหากนอนดึกในทุกๆ วันก็ปรับเวลาการนอนให้เร็วขึ้น ที่สำคัญคือการรักษาความสะอาดบริเวณที่เกิดสิวควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาแต้มสิว การทานยา หรือการรักษาด้วยเลเซอร์ไปพร้อมๆ กัน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยเสริมการรักษาสิวให้หายได้ไวขึ้น


5. เป็นสิวแต่งหน้าได้ไหม?


หากไม่จำเป็นควรงดการแต่งหน้า แต่หากเลี่ยงไม่ได้แนะนำให้ใช้เครื่องสำอางให้น้อยที่สุด เลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำให้เกิดสิวและไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมัน เพื่อลดความเสี่ยงของการอุดตันในรูขุมขน และทำความสะอาดใบหน้าด้วยที่เช็ดเครื่องสำอางทุกครั้งก่อนล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้า





✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย



พญ. ชัญญา สื่อวีระชัย (ตจแพทย์)
โรงพยาบาลลาดพร้าว
ว.ว. สาขาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พ.บ. คณะแพทยศาสตร์ รพ. รามาธิบดี
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

สิว (Acne)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ต้นตอของการเป็นสิว คือภาวะการอุดตันของสิ่งสกปรกที่จับตัวกับไขมันส่วนเกินในรูขุมขน โดยมีปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดสิว เช่น ฮอร์โมน ความเครียด พันธุกรรม ฝุ่น ควัน อาหาร

  • ระดับความรุนแรงของสิวมีทั้งหมด 3 ระดับ คือ สิวน้อย สิวปานกลาง และ สิวรุนแรง ซึ่งการรักษาจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละระดับความรุนแรง

  • การรักษาสิวอย่างถูกต้องนั้นจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันเสียใหม่ เพื่อให้สุขภาพผิวดีขึ้นและลดการผลิตไขมันใต้ผิวหนัง เช่น รับประทานผักและผลไม้แทนของหวานหรือของมัน เลี่ยงเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบ



Table of Contents
สิวคืออะไร?
สิวเกิดจากอะไร?
ระดับความรุนแรงของการเป็นสิว
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาสิว
ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นสิว
การป้องกันการเกิดสิว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสิว


สิวคืออะไร?


สิว จะเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Acne หรือ Pimple ก็ได้ เป็นหนึ่งในโรคผิวหนังที่มีลักษณะเป็นตุ่มเม็ดเล็กๆ และเป็นก้อนไขมันอยู่ข้างในชั้นผิว อันเกิดจากการอุดตันหรือการติดเชื้อของต่อมไขมันใต้ผิวหนัง สิวจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ขึ้นอยู่กับชนิดและที่มาของสิว มักจะขึ้นตามผิวหนังในบริเวณที่มีต่อมไขมันอยู่มาก เช่น ใบหน้า ลำคอ อก แผ่นหลังส่วนบน และหัวไหล่ สามารถเกิดสิวได้ทุกช่วงวัยโดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น


สิวที่พบได้มีหลายชนิด สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ


  1. สิวที่ไม่มีการอักเสบ (Comedone) เช่น สิวอุดตันหัวปิด (สิวหัวขาว) สิวอุดตันหัวเปิด (สิวหัวดำ)
  2. สิวที่มีการอักเสบ (Inflammatory acne) เช่น สิวอักเสบ สิวตุ่ม สิวหัวหนอง สิวหัวช้าง และสิวซิสต์

สิวเกิดจากอะไร?


สิวเกิดจากการอุดตันของรูขุมขน

สิวเริ่มต้นจากการมีสิ่งสกปรกเช่น เครื่องสำอาง ฝุ่นควัน รวมถึงเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว ไปจับตัวกับไขมันส่วนเกิน (Sebum) จากต่อมไขมัน สะสมเป็นก้อนแข็งอุดตันรูขุมขนจนกลายเป็นสิวอุดตัน หลังจากนั้นเมื่อไขมันที่สะสมใต้ผิวหนังไม่สามารถระบายออกได้รูขุมขนจึงขาดออกซิเจน ทำให้เกิดแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Cutibacterium Acnes (C. Acnes) แบคทีเรียตัวนี้จะไปกระตุ้นให้เกิดการย่อยสลายไขมัน จนเกิดอาการอักเสบของสิวอุดตันและพัฒนากลายเป็นสิวอักเสบขึ้น


ซึ่งการเกิดสิวนั้นล้วนมีปัจจัยต่างๆ ที่ช่วยเสริมให้เกิดสิวง่ายขึ้น โดยแบ่งออกเป็นปัจจัยภายใน เช่น ระดับฮอร์โมน กรรมพันธุ์ ความเครียด หรือโรค ส่วนปัจจัยภายนอกก็อย่างเช่น เครื่องสำอาง ครีมบำรุง อาหาร ฝุ่นควัน สภาพอากาศและอุณหภูมิ


ระดับความรุนแรงของการเป็นสิว


สิวอักเสบมากกว่า 15 เม็ดอยู่ในระดับรุนแรง

ระดับความรุนแรงของสิวสามารถจำแนกได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้


  1. รุนแรงเล็กน้อย (Mild): สิวที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นสิวอุดตัน เช่น สิวหัวขาว สิวหัวดำ อาจจะมีสิวหัวหนองร่วมด้วยแต่จำนวนน้อยกว่า 5 เม็ด
  2. รุนแรงปานกลาง (Moderate): มีสิวอุดตัน เช่น สิวหัวขาว สิวหัวดำ รวมถึงสิวหัวหนอง โดยสิวหนองมีจำนวนมากกว่า 5 เม็ด แต่น้อยกว่า 15 เม็ด
  3. รุนแรงมาก (Severe): มีสิวอุดตันและสิวหัวหนอง โดยมีสิวหัวหนองมากกว่า 15 เม็ดขึ้นไป

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากสิวที่เกิดขึ้นตามใบหน้าและส่วนอื่นของร่างกาย ได้สร้างความเจ็บปวดให้รู้สึกทรมาน หรือไม่มีท่าทีว่าจะทุเลาลงหลังจากที่รักษาสิวด้วยตัวเองไปแล้ว รวมถึงมีจำนวนสิวเกิดขึ้นมากเกินไปจนอาจเกิดรอยแผลเป็นจากสิว นั่นเป็นสัญญาณว่าควรไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อวินิจฉัยความรุนแรงที่เกิดขึ้นและทำการรักษาสิวต่อไป


consult doctor

การรักษาสิว


การรักษาสิวในปัจจุบัน ได้นำความรู้ด้านการแพทย์สมัยใหม่มาใช้ในการรักษา เพื่อลดสิวที่ขึ้นตามใบหน้า แผ่นหลัง หรือหน้าอกให้มีจำนวนน้อยลง พร้อมกับบรรเทาความเจ็บปวดและการอักเสบให้ทุเลาลง จนกระทั่งหายจากการเป็นสิวในที่สุด การรักษาสิวมีหลากหลายวิธี โดยมีรายละเอียดตามข้อมูลด้านล่าง



การรักษาด้วยยา


การรักษาด้วยยามีสองรูปแบบคือ รูปแบบยาทาและรูปแบบยารับประทาน ซึ่งแพทย์จะให้การรักษาตามระดับความรุนแรงของสิว ถ้าหากความรุนแรงสิวน้อยหรือปานกลางแพทย์จะเลือกใช้รูปแบบยาทาเป็นหลัก แต่ถ้าหากสิวมีความรุนแรงมาก อาจให้ยาทั้งสองรูปแบบเพื่อให้ได้ผลการรักษาสิวที่ดีขึ้น


  • ยาทาสิว: สำหรับยาทาสิวจะมีสรรพคุณช่วยลดการอุดตัน ลดการอักเสบ ลบรอยสิวให้จางลง และสามารถฆ่าเชื้อ C. Acnes ที่ปะปนอยู่ในสิวได้ รวมถึงช่วยลดปริมาณไขมันบนผิวหนังให้น้อยลง เช่น ยาที่มีส่วนประกอบของอนุพันธุ์วิตามินเอ Retinoid ตัวยา Benzoyl peroxide หรือยาทาที่มีส่วนประกอบของยาปฏิชีวนะ เช่น Clindamycin

  • ยารับประทาน: ตัวยารับประทานที่นิยมใช้ในการรักษาสิว ได้แก่ ยาปฏิชีวนะ ช่วยลดการติดเชื้อสิวและลดการอักเสบของสิว เช่น ยากลุ่ม Tetracycline อย่างยา Doxycycline ส่วนยากลุ่มฮอร์โมนสำหรับผู้ที่เป็นสิวจากฮอร์โมน เช่น ยา Cyproterone acetate และยากลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ เช่น Isotretinoin ซึ่งจะออกฤทธิ์รุนแรง เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นสิวอักเสบ สิวซิสต์ และสิวหัวช้างจำนวนมาก

การกดสิว


การรักษาด้วยการกดสิวนั้นเป็นการป้องกันไม่ให้สิวเกิดการอักเสบ โดยใช้เครื่องมือกดลงไปที่สิวอุดตันเพื่อให้เม็ดโคมิโดนหลุดออกมา ซึ่งการกดสิวจะต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์เท่านั้น ไม่ควรกดเองเพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำหรือรุนแรงขึ้น


การเลเซอร์สิว


เลเซอร์ที่ใช้ลดสิวในปัจจุบันมีหลากหลายชนิด โดยแพทย์จะเลือกใช้ตามความรุนแรงของสิวและสภาพผิวของคนไข้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ตัวอย่างของเลเซอร์รักษาสิว ดังนี้


  • Vacuum with broadband light (Isolaz): ช่วยทำความสะอาดรูขุมขนและลดแบคทีเรีย C. Acnes ให้น้อยลง
  • Long pulse diode laser 1450nm (Smooth Beam): ช่วยลดการผลิตไขมันส่วนเกินบนใบหน้า รักษาสิวอักเสบขนาดใหญ่
  • Diode and long pulse Nd Yag (Excel V): ลบรอยแดงของสิวที่ปรากฏตามใบหน้า
  • Q-switched Nd:YAG: ลดสิวอุดตัน ลบรอยแดงจากสิว และบรรเทาอาการอักเสบของสิว

การรักษาสิวด้วยวิธีอื่นๆ


นอกเหนือจาก 3 วิธีที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ยังมีวิธีรักษาสิวแบบอื่นที่สามารถลดสิวชนิดต่างๆ ให้ลดน้อยลงได้เช่นกัน วิธีที่พบได้บ่อยได้แก่ การฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์เข้าไปในสิว การใช้กรดผลไม้เพื่อลอกหนังกำพร้าบนใบหน้าให้สร้างผิวหนังชั้นใหม่ หรือการใช้แสงบำบัดสิวช่วยให้สิวแห้งลงและมีอาการดีขึ้นได้


buy drug online on raksa app

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นสิว


ล้างหน้าวันละไม่เกิน 2 ครั้งเพื่อลดสิว

เมื่อพบว่าตัวเองเป็นสิว สิ่งเหล่านี้ถือเป็นแนวทางการดูแลตัวเองเพื่อลดโอกาสการเกิดสิว รวมถึงป้องกันการอักเสบของสิว โดยแบ่งออกเป็นข้อควรปฏิบัติ (Do) และสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ (Don’t) ได้ดังนี้


DO


  • ควรล้างหน้าแค่วันละ 1-2 ครั้ง เพราะถ้าล้างบ่อยเกินไป จะเป็นการกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตไขมันออกมามากขึ้น
  • ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน ไม่ควรถูหรือเช็ดอย่างรุนแรง พร้อมกับงดการทำความสะอาดผิวด้วยสครับ
  • ควรทายารักษาสิวตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ
  • รับประทานอาหารประเภทผักและผลไม้ แทนของทอด ของมัน และของหวาน
  • ตอนคุยโทรศัพท์หลีกเลี่ยงการแนบกับผิวหน้า เพราะอาจทำให้ผิวมันและแบคทีเรียสะสมเพิ่มขึ้น
  • ควรล้างมือก่อนการทายาที่หน้าหรือบริเวณสิวทุกครั้ง
  • สำหรับผู้ที่มีผิวบริเวณส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่หน้า ควรใส่เสื้อผ้าหลวมๆ เพื่อเลี่ยงไม่ให้เนื้อผ้าสัมผัสกับสิว

DON’T


  • ห้ามบีบ แกะ แคะสิวโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้สิวเกิดการอักเสบ แถมยังทำให้เกิดรอยสิวได้อีกด้วย
  • ไม่ควรสัมผัสผิวบริเวณที่เป็นสิว เพราะอาจทำให้ผิวติดเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิวหน้าที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว
  • เลี่ยงการอยู่ในที่มีแดดแรง หรือสถานที่ที่มีอากาศร้อน เพราะอาจเกิดสิวผด สิวเห่อได้

การป้องกันการเกิดสิว


ดูแลผิวหน้าไม่ให้เกิดสิว

สำหรับผู้ที่มีไม่มีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง เรื่องของสิวก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ควรใส่ใจ เพราะสิวสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย และทุกสถานการณ์ ดังนั้นจึงต้องป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดสิวบนใบหน้าและเรือนร่าง ดังนี้


  • ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าและผิวกายสูตรไร้สารเคมี
  • หลีกเลี่ยงการเอามือสัมผัสกับใบหน้าบ่อยๆ
  • ล้างมือให้สะอาดก่อนลงมือทาครีม โลชั่น หรือการแต่งหน้าทุกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ก่อให้เกิดสิว เช่น ของทอดของมัน อาหารที่มีน้ำตาลสูง
  • หากจำเป็นต้องแต่งหน้า ให้เลือกใช้เครื่องสำอางที่ไม่ทำให้เกิดสิวและไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน โดยสังเกตข้างกล่องบรรจุภัณฑ์จะมีคำว่า “Non-acnegenic” และ “Non-comedogenic”
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ พร้อมกับทำจิตใจให้สดใสอยู่เสมอ
  • หลีกเลี่ยงความเครียดหรือความวิตกกังวล เพื่อไม่ให้ฮอร์โมนอะดรีนาลีนและฮอร์โมนคอร์ติซอลเพิ่มขึ้น ซึ่งฮอร์โมน 2 ตัวนี้เป็นหนึ่งในต้นเหตุการเกิดสิวด้วย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสิว


1. สิวฮอร์โมนคืออะไร?


สิวฮอร์โมน คือสิวที่มีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะในวัยรุ่นที่จะมีการสร้างฮอร์โมนเพศขึ้นในระดับที่สูงกว่าวัยอื่นๆ อย่างฮอร์โมน Testosterone ซึ่งจะกระตุ้นการผลิตไขมันที่ผิวหนังออกมาเยอะขึ้น ในปกติไขมันส่วนเกินจะสามารถระบายออกทางรูขุมขนได้ แต่ถ้าเกิดมีการอุดตันรูขุมขนก็จะก่อให้เกิดสิวอุดตันได้ และอาจพัฒนากลายเป็นสิวอักเสบในที่สุด มักเกิดขึ้นบริเวณช่วงล่างของใบหน้าทั้งช่วงกราม คาง รอบๆ ปาก


2. สามารถรักษาสิวโดยไม่ต้องหาหมอได้ไหม?


ในกรณีที่ใบหน้ามีสิวในระดับความรุนแรงน้อยหรือปานกลาง ซึ่งลักษณะความรุนแรงคือ มีสิวอุดตันกระจายทั่วพื้นที่ มีสิวตุ่มหรือสิวหนองขึ้นมาประปรายแต่น้อยกว่า 15 เม็ด สามารถซื้อยาทาแต้มสิวจากร้านขายยาทั่วไปเพื่อทำการรักษาเบื้องต้นโดยไม่ต้องพบแพทย์ได้ แต่หากเป็นสิวรุนแรงคือสิวอักเสบมากกว่า 15 เม็ด หรือซื้อยาทาเองแล้วอาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาอย่างถูกต้อง


3. กินช็อกโกแลตทำให้สิวขึ้นจริงหรือไม่?


ไม่จริง เพราะช็อคโกแลตที่มาจากโกโก้แท้ไม่ใช่ต้นเหตุของสิว แต่ตัวการที่ทำให้เป็นสิวก็คือส่วนผสมที่เพิ่มเติมลงไปในโกโก้อย่างน้ำตาลและนม เนื่องจากนมที่รับประทานยังคงมีฮอร์โมนวัวผสมอยู่ทำให้เกิดสิวรุนแรง ส่วนน้ำตาลเมื่อรับประทานเข้าไป จะทำให้อินซูลินในร่างกายเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการกระตุ้นให้ผลิตไขมันใต้ผิวหนังเพิ่มขึ้น


สรุปได้ว่าหากรับประทาน Dark Chocolate จะมีโอกาสเกิดสิวน้อยกว่า Milk Chocolate เพราะมีปริมาณของนมและน้ำตาลน้อยกว่า


4. ทำยังไงให้สิวหายเร็วๆ?


ควรปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตประจำวันใหม่ เช่น จากที่รับประทานขนมหวานและคาร์โบไฮเดรตสูง ก็หันมารับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูงและไขมันต่ำแทน หรือหากนอนดึกในทุกๆ วันก็ปรับเวลาการนอนให้เร็วขึ้น ที่สำคัญคือการรักษาความสะอาดบริเวณที่เกิดสิวควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาแต้มสิว การทานยา หรือการรักษาด้วยเลเซอร์ไปพร้อมๆ กัน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยเสริมการรักษาสิวให้หายได้ไวขึ้น


5. เป็นสิวแต่งหน้าได้ไหม?


หากไม่จำเป็นควรงดการแต่งหน้า แต่หากเลี่ยงไม่ได้แนะนำให้ใช้เครื่องสำอางให้น้อยที่สุด เลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำให้เกิดสิวและไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมัน เพื่อลดความเสี่ยงของการอุดตันในรูขุมขน และทำความสะอาดใบหน้าด้วยที่เช็ดเครื่องสำอางทุกครั้งก่อนล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้า





✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย



พญ. ชัญญา สื่อวีระชัย (ตจแพทย์)
โรงพยาบาลลาดพร้าว
ว.ว. สาขาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พ.บ. คณะแพทยศาสตร์ รพ. รามาธิบดี
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล