MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

รอยแผลเป็นจากสิว (Acne Scar)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • รอยแผลเป็นจากสิวมีทั้งแบบเป็นหลุมซึ่งเกิดจากร่างกายสร้างคอลลาเจนมาทดแทนน้อยเกินไป และแบบรอยนูนที่เกิดจากการที่ร่างกายสร้างคอลลาเจนมากจนเกินไป โดยเฉพาะการเกิดคีลอยด์ ที่สามารถใหญ่กว่าขนาดสิวและขยายใหญ่ขึ้นได้เรื่อยๆ

  • หากมีรอยสิว ให้รีบรักษารอยสิวเพื่อลดรอยสิวทันที การปล่อยไว้นานอาจทำให้ปัญหาแย่ลงหรือใช้ระยะเวลานานขึ้นในการรักษาอาจเป็นเดือนหรือเป็นปี

  • แสงแดดมีส่วนทำให้รอยสิวเข้มขึ้นได้ ดังนั้นผู้ที่มีปัญหารอยสิวควรทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกนอกบ้านหรือก่อนทำกิจกรรมการแจ้ง ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ที่ทำการรักษา ว่าควรใช้ครีมกันแดดแบบไหนถึงจะเหมาะกับสภาพผิว




รอยสิวคืออะไร?


รอยสิว (Acne Scar) คือ รอยแผลเป็นจากสิวที่เกิดจากกระบวนการฟื้นฟูสภาพผิวทำให้เกิดรอยสิวในรูปแบบต่างๆ รอยสิวส่วนใหญ่มักเกิดจากสิวอุดตันหรือสิวอักเสบ และเมื่อสิวหายแล้วก็จะทิ้งรอยแผลเป็น เช่น รอยดำ รอยแดง หลุมสิว หรือรอยแผลเป็นนูนไว้บนใบหน้า


รอยสิวและหลุมสิวเกิดจากอะไร?


รอยสิวและหลุมสิวเกิดจากกระบวนการรักษาและฟื้นฟูสภาพผิวของร่างกายหลังการเกิดสิวอักเสบหรือบาดเจ็บ หากการบาดเจ็บหรือการอักเสบจากสิวเกิดขึ้นบนผิวหนังชั้นบนก็อาจทิ้งไว้แค่รอยสิว แต่ถ้าระหว่างการเกิดสิวมีการบีบ แกะ หรือกดสิวจนทำให้เกิดการบาดเจ็บถึงชั้นผิวหนังที่ลึกลงไป ร่างกายจะรักษาแผลนั้นด้วยการสร้างเนื้อเยื่อใหม่มาทดแทน


หากสร้างน้อยไปก็จะทำให้เกิดเป็นหลุมสิว แต่ถ้าสร้างเนื้อเยื่อมากเกินไปจะทำให้รอยแผลเป็นจากสิวมีลักษณะนูน ดังนั้นเมื่อเป็นสิวควรทำการรักษาสิวควบคู่ไปกับการรักษารอยสิวอย่างถูกวิธี


รอยแผลเป็นจากสิวมีกี่ประเภท?


1. แผลหลุมสิว (Atrophic Scars)


หลุมสิว

หลุมสิว เป็นรอยแผลเป็นที่มีลักษณะเป็นหลุมตื้นๆ มักจะเกิดจากสิวอักเสบอย่างสิวหัวช้างหรือสิวอักเสบเป็นส่วนใหญ่ พบได้บ่อยบริเวณแก้ม จมูก และคาง แบ่งออกเป็น 3 แบบตามลักษณะของแผลหลุมสิวได้ดังนี้


  • Ice Pick Scars คือ หลุมสิวแบบจิกคล้ายหัวไม้จิ้มฟัน มีลักษณะคล้ายทรงกรวย เป็นรอยสิวแบบหลุมลึกแคบไม่เกิน 0.5 มม. ก้นหลุมแหลม ด้านข้างชัน เกิดจากการบีบสิวหรือกดสิวอุดตัน มักพบบริเวณแก้ม เป็นประเภทของหลุมสิวที่รักษาค่อนข้างยาก ต้องอาศัยการรักษาอย่างต่อเนื่อง

  • Boxcar Scars คือ เป็นหลุมสิวที่มีลักษณะลึกลงไปเป็นทรงกล่อง โดยหลุมจะลึกประมาณ 3-4 มม. มองเห็นขอบได้ชัดเจน ปากหลุมและก้นหลุมมีความกว้างเท่ากัน มักเกิดจากการเป็นสิวอักเสบที่กระจายวงกว้าง นอกจากนี้ลักษณะแผลเป็นแบบ Boxcar scars สามารถเกิดจากตุ่มแผลโรคอีสุกอีใสได้ด้วย พบได้บริเวณผิวที่มีความหนาโดยเฉพาะแก้มช่วงล่างไปถึงกราม

  • Rolling Scars คือ หลุมสิวมีลักษณะคล้ายคลื่นหรือแอ่ง รอยสิวชนิดนี้จะมีหลุมลึกประมาณ 1-4 มม. แต่กว้าง คล้ายลักษะของกระทะ เมื่อสังเกตดีๆ จะพบว่าที่ก้นหลุมไม่เรียบ มักเกิดจากการเป็นสิวอักเสบขนาดใหญ่ที่ยุบตัวลง

2. รอยแผลเป็นนูนและคีลอยด์ (Hypertrophic and Keloid Scars)


คีลอยด์

รอยแผลเป็นนูนและคีลอยด์ คือ รอยแผลเป็นนูน แข็ง มักมีสีเดียวกับผิวหนังหรือมีสีชมพูออกแดง โดยความแตกต่างระหว่างรอยแผลเป็นนูนกับคีลอยด์คือ แผลเป็นนูนจะมีขนาดเท่ากับสิวที่ทำให้เกิดรอย แต่คีลอย์จะมีขนาดใหญ่กว่าสิวที่ทำให้เกิดรอย และสามารถขยายขนาดเพิ่มขึ้นได้ รอยแผลเป็นจากสิวชนิดนี้มักเกิดบริเวณกราม อก หลัง และไหล่


3. รอยด่างดำจากสิว (Post-Inflammatory Hyperpigmentation)


รอยดำจากสิว

รอยด่างดำจากสิว คือ รอยสิวที่หลงเหลือไว้บนผิว มักเกิดจากการแกะสิวหรือบีบสิวอักเสบจนเกิดเป็นรอยแดง เมื่อร่างกายเข้าสู่กระบวนการรักษาผิวหนังบริเวณดังกล่าว จะมีการผลิตเม็ดสีผิวเมลานินจำนวนมาก ทำให้บริเวณของสิวที่หายแล้วมีสีเข้มขึ้นหรือเป็นรอยดำ ส่วนใหญ่รอยด่างดำจากสิวจะจางลงได้เอง แต่อาจใช้เวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน


รักษารอยแผลเป็นจากสิวอย่างไร?


1. วิธีรักษาหลุมสิว


  • การรักษาหลุมสิวด้วยยา
    แบ่งออกเป็นยาทาและยาชนิดรับประทาน เหมาะสำหรับการรักษาหลุมสิวที่มีลักษณะตื้น ซึ่งแพทย์จะพิจารณาจ่ายยาลดรอยสิวตามอาการและความรุนแรงของหลุมสิวของผู้ป่วย ส่วนยารับประทานมักเป็นยาในกลุ่มที่สกัดจากอนุพันธ์ของวิตามินเอ (Retinoids)

  • การรักษาหลุมสิวด้วยเครื่องมือทางการแพทย์
    เป็นวิธีรักษาหลุมสิวด้วยการใช้เทคโนโลยีต่างๆ การจะเลือกวิธีรักษาแบบไหนขึ้นอยู่กับประเภทของหลุมสิวที่เป็นและดุลยพินิจของแพทย์
    • การลอกหน้าด้วยสารเคมี (Chemical Peels)
    • การฉีดฟิลเลอร์ (Dermal Fillers)
    • การรักษาหลุมสิวด้วยการใช้เข็มกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (Microneedling)
    • การกรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณี (Dermabrasion)
    • การเลเซอร์รักษาหลุมสิว (Laser Therapy)
    • การแต้มกรดบริเวณแผลเป็นหลุมสิว (TCA Cross: Chemical Reconstruction of Skin Scars)
    • การรักษาหลุมสิวด้วยการผ่าตัด (Punch Grafting)
    • เทคนิคการใช้เข็มขนาดเล็กตัดเซาะพังผืดใต้ชั้นผิว (Subcision)

รักษารอยสิว

2. วิธีรักษาแผลเป็นนูนและคีลอยด์


การรักษารอยสิวแผลเป็นนูนและคีลอยด์สามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับลักษณะของแผลเป็นของผู้ป่วยและดุลยพินิจของแพทย์ ดังนี้


  • การจี้เย็น (Cryosurgery)
  • การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser therapy)
  • การฉีดยาสเตียรอยด์ (Steroid injections)
  • การกรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณี (Dermabrasion)
  • การลอกผิวด้วยสารเคมี (Chemical peels)
  • การผ่าตัดเอาแผลนูนหรือคีลอยด์ออก

3. วิธีรักษารอยดำจากสิว


วิธีรักษารอยดำจากสิวจะเน้นการลดเลือนรอยดำจากสิว แบ่งได้ดังนี้


  • การลอกผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peels)
  • การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser Therapy)
  • การใช้ยาทา Hydroquinone (ไฮโดรควิโนน) เพื่อยับยั้งการเปลี่ยนสีผิว
  • ยาทากลุ่มวิตามินเอ หรือ เรตินอยด์ (Retinoids) อย่างแบรนด์ Retin-A เพื่อกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจน และลดเลือนรอยดำ

chat with our pharmacist free

ลักษณะของรอยแผลเป็นจากสิวที่ต้องรักษาโดยแพทย์


จริงๆ แล้ว ผู้ที่ต้องการลดรอยสิวหรือรักษารอยสิว สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผิวหนังได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นรอยแดง รอยดำ หลุมสิว โดยเฉพาะรอยสิวที่มีลักษณะแผลเป็นนูนและคีลอยด์ ซึ่งแพทย์จะให้คำแนะนำในการรักษารอยสิวและหลุมสิวที่เหมาะกับแต่ละประเภท ทำให้รอยแผลเป็นจากสิวหายได้เร็วขึ้น


consult doctor

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อมีรอยแผลเป็นจากสิว


Do


  • หากมีรอยสิวให้รีบดูแลทันที การปล่อยไว้นานอาจทำให้ปัญหาแย่ลงหรือใช้ระยะเวลานานขึ้นได้
  • ใช้ความอดทน เพราะการลดรอยสิวและรักษารอยสิวต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะเห็นผลลัพธ์ และทายาตามที่แพทย์สั่ง
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ โดยเลือกทานผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อช่วยลดรอยสิว
  • การทาผลิตภัณฑ์กันแดดเพื่อปกป้องผิวจากแสงแดดบางตัว อาจทำให้รอยสิวแย่ลงได้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

Don’t


  • ไม่แคะ แกะ บีบ เกา ขูดบริเวณรอยสิว เพราะอาจทำให้รอยสิวแย่ลงกว่าเดิม
  • หลีกเลี่ยงการสครับใบหน้าหรือพอกหน้า เนื่องจากอาจทำให้ผิวระคายเคืองได้
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงเพื่อลดการอุดตันหรืออักเสบของสิว
  • หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน เพราะแสดงแดดอาจทำให้รอยสิวเข้มขึ้น อีกทั้งยังไปชะลอกระบวนการรักษาและฟื้นฟูรอยสิวให้ช้าลงได้

ป้องกันรอยสิว

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดรอยแผลเป็นจากสิว


  • เมื่อเป็นสิว ไม่ควรบีบ แคะ แกะ เกาบริเวณที่เป็นสิว หรือเช็ดถูใบหน้าแรงๆ เพราะอาจทำให้สิวอักเสบได้
  • ล้างหน้าอย่างถูกวิธีวันละ 2 ครั้ง โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีความอ่อนโยนต่อผิว
  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่ไม่ก่อให้เกิดสิวและสิวอุดตัน ซึ่งสังเกตได้จากคำว่า “Non-Acnegenic” “Non-Comedogenic” บนฉลากผลิตภัณฑ์
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ลดการรับประทานอาหารจำพวกแป้ง ไขมัน น้ำตาลเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดสิว

แนวทางเลือกสกินแคร์สำหรับผู้ที่มีปัญหารอยสิว


สกินแคร์ลดรอยสิว

สำหรับผู้ที่มีปัญหารอยแผลเป็นจากสิว สามารถลดรอยสิวและรักษารอยสิวให้ดีขึ้นด้วยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่ไม่ก่อให้เกิดสิว (Non-Comedogenic) หรือสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิกหรือกรดไกลโคลิกเพื่อกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวและขจัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพออก ก็จะช่วยให้ผิวกลับมาเรียบเนียนสม่ำเสมอ ลดรอยสิวให้จางลงได้


นอกจากนี้ ผู้ที่มีปัญหารอยสิวอาจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดสูตรอ่อนโยนที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไปเพื่อช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและป้องกันไม่ให้รอยสิวเข้มขึ้นได้อีกด้วย


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรอยสิว


1. วิธีรักษารอยดำจากสิวเร็วที่สุดคือวิธีไหน?


การลดรอยสิวหรือรักษารอยสิวที่มีลักษณะเป็นรอยดำด้วยการใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือทางการแพทย์ อย่างการเลเซอร์ลดรอยสิวถือเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการรักษารอยดำจากสิว ซึ่งหลังเข้ารับการรักษาผู้ป่วยจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น แต่ในบางครั้งก็ต้องใช้ระยะเวลา ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัญหารอยสิวนั้นๆ


2. รอยดำจากสิวใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะหาย?


การลดรอยสิวหรือรอยดำจากสิวส่วนใหญ่แล้วจะใช้เวลาพอสมควร ผู้ป่วยบางรายอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ดังนั้นจึงต้องใช้ความอดทนและใจเย็น หมั่นปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น การทายาหรือรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง


3. รักษาหลุมสิวด้วยตัวเองได้หรือไม่?


ได้ แต่อาจใช้เวลานาน โดยผู้ที่มีปัญหาหลุมสิวสามารถใช้ยาทาในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอเพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิว และทำให้หลุมสิวดูตื้นลงได้


4. ทำไมสิวถึงทำให้เนื้อหายไปจนเป็นหลุมสิว?


เพราะเมื่อมีการบีบสิว แกะสิว หรือกดสิวอักเสบ เนื้อเยื่อบริเวณนั้นก็จะเกิดการบาดเจ็บลึกลงไปถึงผิวชั้นใน ร่างกายจะรักษาแผลนั้นด้วยการสร้างคอลลาเจนมาทดแทน แต่หากสร้างน้อยไปก็จะทำให้กลายเป็นหลุมสิว ร่วมกับการมีพังผืดใต้ผิวที่คอยดึงให้ผิวบริเวณนั้นลึกลง




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. ชัญญา สื่อวีระชัย

พญ. ชัญญา สื่อวีระชัย (ตจแพทย์)
โรงพยาบาลลาดพร้าว
ว.ว. สาขาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พ.บ. คณะแพทยศาสตร์ รพ. รามาธิบดี
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

รอยแผลเป็นจากสิว (Acne Scar)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • รอยแผลเป็นจากสิวมีทั้งแบบเป็นหลุมซึ่งเกิดจากร่างกายสร้างคอลลาเจนมาทดแทนน้อยเกินไป และแบบรอยนูนที่เกิดจากการที่ร่างกายสร้างคอลลาเจนมากจนเกินไป โดยเฉพาะการเกิดคีลอยด์ ที่สามารถใหญ่กว่าขนาดสิวและขยายใหญ่ขึ้นได้เรื่อยๆ

  • หากมีรอยสิว ให้รีบรักษารอยสิวเพื่อลดรอยสิวทันที การปล่อยไว้นานอาจทำให้ปัญหาแย่ลงหรือใช้ระยะเวลานานขึ้นในการรักษาอาจเป็นเดือนหรือเป็นปี

  • แสงแดดมีส่วนทำให้รอยสิวเข้มขึ้นได้ ดังนั้นผู้ที่มีปัญหารอยสิวควรทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกนอกบ้านหรือก่อนทำกิจกรรมการแจ้ง ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ที่ทำการรักษา ว่าควรใช้ครีมกันแดดแบบไหนถึงจะเหมาะกับสภาพผิว




รอยสิวคืออะไร?


รอยสิว (Acne Scar) คือ รอยแผลเป็นจากสิวที่เกิดจากกระบวนการฟื้นฟูสภาพผิวทำให้เกิดรอยสิวในรูปแบบต่างๆ รอยสิวส่วนใหญ่มักเกิดจากสิวอุดตันหรือสิวอักเสบ และเมื่อสิวหายแล้วก็จะทิ้งรอยแผลเป็น เช่น รอยดำ รอยแดง หลุมสิว หรือรอยแผลเป็นนูนไว้บนใบหน้า


รอยสิวและหลุมสิวเกิดจากอะไร?


รอยสิวและหลุมสิวเกิดจากกระบวนการรักษาและฟื้นฟูสภาพผิวของร่างกายหลังการเกิดสิวอักเสบหรือบาดเจ็บ หากการบาดเจ็บหรือการอักเสบจากสิวเกิดขึ้นบนผิวหนังชั้นบนก็อาจทิ้งไว้แค่รอยสิว แต่ถ้าระหว่างการเกิดสิวมีการบีบ แกะ หรือกดสิวจนทำให้เกิดการบาดเจ็บถึงชั้นผิวหนังที่ลึกลงไป ร่างกายจะรักษาแผลนั้นด้วยการสร้างเนื้อเยื่อใหม่มาทดแทน


หากสร้างน้อยไปก็จะทำให้เกิดเป็นหลุมสิว แต่ถ้าสร้างเนื้อเยื่อมากเกินไปจะทำให้รอยแผลเป็นจากสิวมีลักษณะนูน ดังนั้นเมื่อเป็นสิวควรทำการรักษาสิวควบคู่ไปกับการรักษารอยสิวอย่างถูกวิธี


รอยแผลเป็นจากสิวมีกี่ประเภท?


1. แผลหลุมสิว (Atrophic Scars)


หลุมสิว

หลุมสิว เป็นรอยแผลเป็นที่มีลักษณะเป็นหลุมตื้นๆ มักจะเกิดจากสิวอักเสบอย่างสิวหัวช้างหรือสิวอักเสบเป็นส่วนใหญ่ พบได้บ่อยบริเวณแก้ม จมูก และคาง แบ่งออกเป็น 3 แบบตามลักษณะของแผลหลุมสิวได้ดังนี้


  • Ice Pick Scars คือ หลุมสิวแบบจิกคล้ายหัวไม้จิ้มฟัน มีลักษณะคล้ายทรงกรวย เป็นรอยสิวแบบหลุมลึกแคบไม่เกิน 0.5 มม. ก้นหลุมแหลม ด้านข้างชัน เกิดจากการบีบสิวหรือกดสิวอุดตัน มักพบบริเวณแก้ม เป็นประเภทของหลุมสิวที่รักษาค่อนข้างยาก ต้องอาศัยการรักษาอย่างต่อเนื่อง

  • Boxcar Scars คือ เป็นหลุมสิวที่มีลักษณะลึกลงไปเป็นทรงกล่อง โดยหลุมจะลึกประมาณ 3-4 มม. มองเห็นขอบได้ชัดเจน ปากหลุมและก้นหลุมมีความกว้างเท่ากัน มักเกิดจากการเป็นสิวอักเสบที่กระจายวงกว้าง นอกจากนี้ลักษณะแผลเป็นแบบ Boxcar scars สามารถเกิดจากตุ่มแผลโรคอีสุกอีใสได้ด้วย พบได้บริเวณผิวที่มีความหนาโดยเฉพาะแก้มช่วงล่างไปถึงกราม

  • Rolling Scars คือ หลุมสิวมีลักษณะคล้ายคลื่นหรือแอ่ง รอยสิวชนิดนี้จะมีหลุมลึกประมาณ 1-4 มม. แต่กว้าง คล้ายลักษะของกระทะ เมื่อสังเกตดีๆ จะพบว่าที่ก้นหลุมไม่เรียบ มักเกิดจากการเป็นสิวอักเสบขนาดใหญ่ที่ยุบตัวลง

2. รอยแผลเป็นนูนและคีลอยด์ (Hypertrophic and Keloid Scars)


คีลอยด์

รอยแผลเป็นนูนและคีลอยด์ คือ รอยแผลเป็นนูน แข็ง มักมีสีเดียวกับผิวหนังหรือมีสีชมพูออกแดง โดยความแตกต่างระหว่างรอยแผลเป็นนูนกับคีลอยด์คือ แผลเป็นนูนจะมีขนาดเท่ากับสิวที่ทำให้เกิดรอย แต่คีลอย์จะมีขนาดใหญ่กว่าสิวที่ทำให้เกิดรอย และสามารถขยายขนาดเพิ่มขึ้นได้ รอยแผลเป็นจากสิวชนิดนี้มักเกิดบริเวณกราม อก หลัง และไหล่


3. รอยด่างดำจากสิว (Post-Inflammatory Hyperpigmentation)


รอยดำจากสิว

รอยด่างดำจากสิว คือ รอยสิวที่หลงเหลือไว้บนผิว มักเกิดจากการแกะสิวหรือบีบสิวอักเสบจนเกิดเป็นรอยแดง เมื่อร่างกายเข้าสู่กระบวนการรักษาผิวหนังบริเวณดังกล่าว จะมีการผลิตเม็ดสีผิวเมลานินจำนวนมาก ทำให้บริเวณของสิวที่หายแล้วมีสีเข้มขึ้นหรือเป็นรอยดำ ส่วนใหญ่รอยด่างดำจากสิวจะจางลงได้เอง แต่อาจใช้เวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน


รักษารอยแผลเป็นจากสิวอย่างไร?


1. วิธีรักษาหลุมสิว


  • การรักษาหลุมสิวด้วยยา
    แบ่งออกเป็นยาทาและยาชนิดรับประทาน เหมาะสำหรับการรักษาหลุมสิวที่มีลักษณะตื้น ซึ่งแพทย์จะพิจารณาจ่ายยาลดรอยสิวตามอาการและความรุนแรงของหลุมสิวของผู้ป่วย ส่วนยารับประทานมักเป็นยาในกลุ่มที่สกัดจากอนุพันธ์ของวิตามินเอ (Retinoids)

  • การรักษาหลุมสิวด้วยเครื่องมือทางการแพทย์
    เป็นวิธีรักษาหลุมสิวด้วยการใช้เทคโนโลยีต่างๆ การจะเลือกวิธีรักษาแบบไหนขึ้นอยู่กับประเภทของหลุมสิวที่เป็นและดุลยพินิจของแพทย์
    • การลอกหน้าด้วยสารเคมี (Chemical Peels)
    • การฉีดฟิลเลอร์ (Dermal Fillers)
    • การรักษาหลุมสิวด้วยการใช้เข็มกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (Microneedling)
    • การกรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณี (Dermabrasion)
    • การเลเซอร์รักษาหลุมสิว (Laser Therapy)
    • การแต้มกรดบริเวณแผลเป็นหลุมสิว (TCA Cross: Chemical Reconstruction of Skin Scars)
    • การรักษาหลุมสิวด้วยการผ่าตัด (Punch Grafting)
    • เทคนิคการใช้เข็มขนาดเล็กตัดเซาะพังผืดใต้ชั้นผิว (Subcision)

รักษารอยสิว

2. วิธีรักษาแผลเป็นนูนและคีลอยด์


การรักษารอยสิวแผลเป็นนูนและคีลอยด์สามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับลักษณะของแผลเป็นของผู้ป่วยและดุลยพินิจของแพทย์ ดังนี้


  • การจี้เย็น (Cryosurgery)
  • การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser therapy)
  • การฉีดยาสเตียรอยด์ (Steroid injections)
  • การกรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณี (Dermabrasion)
  • การลอกผิวด้วยสารเคมี (Chemical peels)
  • การผ่าตัดเอาแผลนูนหรือคีลอยด์ออก

3. วิธีรักษารอยดำจากสิว


วิธีรักษารอยดำจากสิวจะเน้นการลดเลือนรอยดำจากสิว แบ่งได้ดังนี้


  • การลอกผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peels)
  • การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser Therapy)
  • การใช้ยาทา Hydroquinone (ไฮโดรควิโนน) เพื่อยับยั้งการเปลี่ยนสีผิว
  • ยาทากลุ่มวิตามินเอ หรือ เรตินอยด์ (Retinoids) อย่างแบรนด์ Retin-A เพื่อกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจน และลดเลือนรอยดำ

chat with our pharmacist free

ลักษณะของรอยแผลเป็นจากสิวที่ต้องรักษาโดยแพทย์


จริงๆ แล้ว ผู้ที่ต้องการลดรอยสิวหรือรักษารอยสิว สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผิวหนังได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นรอยแดง รอยดำ หลุมสิว โดยเฉพาะรอยสิวที่มีลักษณะแผลเป็นนูนและคีลอยด์ ซึ่งแพทย์จะให้คำแนะนำในการรักษารอยสิวและหลุมสิวที่เหมาะกับแต่ละประเภท ทำให้รอยแผลเป็นจากสิวหายได้เร็วขึ้น


consult doctor

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อมีรอยแผลเป็นจากสิว


Do


  • หากมีรอยสิวให้รีบดูแลทันที การปล่อยไว้นานอาจทำให้ปัญหาแย่ลงหรือใช้ระยะเวลานานขึ้นได้
  • ใช้ความอดทน เพราะการลดรอยสิวและรักษารอยสิวต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะเห็นผลลัพธ์ และทายาตามที่แพทย์สั่ง
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ โดยเลือกทานผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อช่วยลดรอยสิว
  • การทาผลิตภัณฑ์กันแดดเพื่อปกป้องผิวจากแสงแดดบางตัว อาจทำให้รอยสิวแย่ลงได้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

Don’t


  • ไม่แคะ แกะ บีบ เกา ขูดบริเวณรอยสิว เพราะอาจทำให้รอยสิวแย่ลงกว่าเดิม
  • หลีกเลี่ยงการสครับใบหน้าหรือพอกหน้า เนื่องจากอาจทำให้ผิวระคายเคืองได้
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงเพื่อลดการอุดตันหรืออักเสบของสิว
  • หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน เพราะแสดงแดดอาจทำให้รอยสิวเข้มขึ้น อีกทั้งยังไปชะลอกระบวนการรักษาและฟื้นฟูรอยสิวให้ช้าลงได้

ป้องกันรอยสิว

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดรอยแผลเป็นจากสิว


  • เมื่อเป็นสิว ไม่ควรบีบ แคะ แกะ เกาบริเวณที่เป็นสิว หรือเช็ดถูใบหน้าแรงๆ เพราะอาจทำให้สิวอักเสบได้
  • ล้างหน้าอย่างถูกวิธีวันละ 2 ครั้ง โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีความอ่อนโยนต่อผิว
  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่ไม่ก่อให้เกิดสิวและสิวอุดตัน ซึ่งสังเกตได้จากคำว่า “Non-Acnegenic” “Non-Comedogenic” บนฉลากผลิตภัณฑ์
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ลดการรับประทานอาหารจำพวกแป้ง ไขมัน น้ำตาลเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดสิว

แนวทางเลือกสกินแคร์สำหรับผู้ที่มีปัญหารอยสิว


สกินแคร์ลดรอยสิว

สำหรับผู้ที่มีปัญหารอยแผลเป็นจากสิว สามารถลดรอยสิวและรักษารอยสิวให้ดีขึ้นด้วยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่ไม่ก่อให้เกิดสิว (Non-Comedogenic) หรือสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิกหรือกรดไกลโคลิกเพื่อกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวและขจัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพออก ก็จะช่วยให้ผิวกลับมาเรียบเนียนสม่ำเสมอ ลดรอยสิวให้จางลงได้


นอกจากนี้ ผู้ที่มีปัญหารอยสิวอาจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดสูตรอ่อนโยนที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไปเพื่อช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและป้องกันไม่ให้รอยสิวเข้มขึ้นได้อีกด้วย


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรอยสิว


1. วิธีรักษารอยดำจากสิวเร็วที่สุดคือวิธีไหน?


การลดรอยสิวหรือรักษารอยสิวที่มีลักษณะเป็นรอยดำด้วยการใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือทางการแพทย์ อย่างการเลเซอร์ลดรอยสิวถือเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการรักษารอยดำจากสิว ซึ่งหลังเข้ารับการรักษาผู้ป่วยจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น แต่ในบางครั้งก็ต้องใช้ระยะเวลา ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัญหารอยสิวนั้นๆ


2. รอยดำจากสิวใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะหาย?


การลดรอยสิวหรือรอยดำจากสิวส่วนใหญ่แล้วจะใช้เวลาพอสมควร ผู้ป่วยบางรายอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ดังนั้นจึงต้องใช้ความอดทนและใจเย็น หมั่นปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น การทายาหรือรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง


3. รักษาหลุมสิวด้วยตัวเองได้หรือไม่?


ได้ แต่อาจใช้เวลานาน โดยผู้ที่มีปัญหาหลุมสิวสามารถใช้ยาทาในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอเพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิว และทำให้หลุมสิวดูตื้นลงได้


4. ทำไมสิวถึงทำให้เนื้อหายไปจนเป็นหลุมสิว?


เพราะเมื่อมีการบีบสิว แกะสิว หรือกดสิวอักเสบ เนื้อเยื่อบริเวณนั้นก็จะเกิดการบาดเจ็บลึกลงไปถึงผิวชั้นใน ร่างกายจะรักษาแผลนั้นด้วยการสร้างคอลลาเจนมาทดแทน แต่หากสร้างน้อยไปก็จะทำให้กลายเป็นหลุมสิว ร่วมกับการมีพังผืดใต้ผิวที่คอยดึงให้ผิวบริเวณนั้นลึกลง




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. ชัญญา สื่อวีระชัย

พญ. ชัญญา สื่อวีระชัย (ตจแพทย์)
โรงพยาบาลลาดพร้าว
ว.ว. สาขาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พ.บ. คณะแพทยศาสตร์ รพ. รามาธิบดี
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล